Ringkasan dibuat dengan bantuan AI • Belum diverifikasi
Ceramah ini disampaikan dalam acara penyambutan di Wat Pah Nanachat, sebuah wihara hutan internasional. Pembicara memulai dengan menyambut para tamu dan mengekspresikan kebanggaan terhadap tradisi Wihara Hutan, menekankan pentingnya kerapian dan kehangatan dalam kehidupan monastik. Ia kemudian membahas perubahan sosial dan budaya yang terjadi, termasuk menurunnya perhatian terhadap ajaran para guru besar, namun tetap berharap bahwa Wihara Hutan dapat menjadi harapan bagi umat Buddha. Pembicara menekankan pentingnya keseimbangan antara aspek praktik (dhamma) dan disiplin (vinaya), dengan contoh tentang penggunaan kebijaksanaan dan kepatuhan pada aturan. Ia juga membahas identitas dan tanggung jawab seorang bhikkhu, yang harus menyadari perannya dan menggunakan gelar serta status sebagai pengingat untuk hidup benar. Selanjutnya, ia menjelaskan praktik meditasi sebagai cara untuk kembali ke alam sejati, melepaskan identitas duniawi, dan menemukan kedamaian, dengan analogi melihat bayangan di kaca jendela kereta. Ceramah ditutup dengan refleksi tentang pentingnya kebajikan (mudita) dalam masyarakat, harapan akan masa depan, dan permohonan maaf karena ceramah yang panjang. Pesan utama yang dapat dibawa adalah pentingnya menjaga keseimbangan antara praktik dan disiplin, menyadari identitas dan tanggung jawab, serta menggunakan meditasi untuk menemukan kedamaian sejati.
ชื่นใจในการต้นรับท่านเจ้าคุณ เดเวรี่ คณะสงฆ์ อย่ายาดโย มีความเป็นนุรเบียบเรียบร้อย พร้อมกับความอบอุ่น
สองสิ่งนี้ไปด้วยกันยาก บางแห่งเป็นระเบียบมาก แต่รู้สึกเหมือนเย็นชา
บางแห่งก็อบอุ่นดี แต่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ
อันนี้ก็เป็นอัตรรัสของสายวัดป่า เราให้ความสำคัญกับรูปแบบมาก
แต่ในการทำตามรูปแบบ
อย่างเข้มงวด เราไม่ได้ทิ้งหัวใจ
ทำด้วยใจ เป็นคนงดงาม
อาธิอัตมาภาคภูมิใจ
แต่จริงๆแล้วตอนอัตมามาใหม่ๆ
ชาวบ้านปุ่งหวัยก็ยังรับการดำนิก
ว่ารับแขกไม่เป็น
รุนเก่าก็คงจะ
ไปเกิดที่อื่นมาหมดแล้ว
แต่ในสมัยก่อนเป็นธรรมเนียม
ของบ้านปุ่งหวัยว่า ที่มีแขกมา
มาจากไหน มาจากกรุงเทพ Rif 166 002
แล้วจะกลับเมื่อไร
เขาไม่ต้องการไร้หรอก
แต่ว่าเป็นธรรมเนียม
แต่ต่อมาก็เปลี่ยน
ความอบอุ่น แสดงออกทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ
แต่อัตมาไม่ได้อยู่ที่วัดนานาชาติ 24 ปี 2 รอบ
คิดรอบ 12 ปี 2 รอบ
แต่อัตมาก็ยังสังกัดวัดนานาชาติอยู่ในนักศึกภัยสุทธิ
ซึ่งที่ได้รักยศต่าง ๆ และรักสรรพนศักดิ์
ในใจของอัตมาก็ยังรู้สึกว่ารักในฐานะเป็นตัวแทนของลุงผู้ใหญ่
ของวัดน้องปาพงศ์และของวัดนานาชาติ
อัตมาไม่ได้ศึกษาอะไรละเอียด
แต่เข้าใจว่า
น่าจะเป็นนานรักร้อยปี
ตั้งแต่พระสายอรัญวาศี
ก็ได้รับสถาปนาเป็นอสมเด็จ
ซึ่งในอย่างน้อย
ความเป็นการยืนยันความสำคัญของสายอรัญวาศี
โดพระพุทธศาสนา
ในประเทศไทย
พวกเราที่เป็นลูกศิษย์
สาย วัดปาก็คงรู้กี่เผ่า
ใครที่ค่อยสงสัยในเรื่องนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว
แต่ในความรู้สึกของอัตมา
ที่ไปอยู่ต่างจังหวัด
ในวัดประตู สู่อีศาล
และเข้ากรุงเทพฯบ่อยขึ้น
ที่รู้สึกว่าสายเราและสายวัดปาล่ะ
มันอยู่ในฟองน้ำ เราก็รักษาของเราไว้อย่างดี
แต่ภายนอกค่อย ๆ หางเทิงไป
วันพระราชธรรมเทิงสด ลุงปูชา ญาติโยมรุนาวุศว์
คงจำได้ว่าทางที่ถ่ายทอดทุกช่องเลย
ตั้งแต่เช้าจนกลางคืน
คือให้ความสำคัญกับครูบาอาจารย์ขนาดนั้น
คือสมัยนั้นไม่ใช่ว่าจะมีช่องทีวีเป็นร้อนร้อย
สมัยก่อนนี้เท่าไร 4 5ช่องค่ะ
แล้วมีแต่เรื่องของลุงปูชาทั้งวัน
เราถือว่าเป็นเรื่องระดับชาติ
เป็นวันที่ชาติ ศาสตร์ มหากศักดิ์
มาร่วมกันอย่างหวดงาม
และทุกคนที่เข้าไปในงานของลุงปูชาวันนั้น
ไม่มีวันหลือ
แต่ทุกวันนี้
ถ้าคุณพระอาจารย์ระดับลุงปูชามารรณภาค
จะเป็นข่าวมากเลยแค่ไหน
สำหรับคนไทยจำนวนมาก
หลายสิบเปอร์เซ็นต์
แต่จะไม่ได้รับรู้เลย
นี่คือความเปลี่ยนแปลง
ในสังคมท่าย
วัฒนธรรมท्าย
ที่เกิดขึ้นแล้ว
ที่เท่าที่อาธิมาได้สัมผัส
และสังเกต
สายหวัดน้องปากของคนเรา
สายหวัดป่านานาชาครองราว
นวนเป็นความหวัง
ของชาพุทธท compan
ในบางแห่ง critter ว่า
อันสุดท้าย
ในการประพฤติปฏิบัติของเรา มันไม่ใช่อัตมาคนเดียวที่เป็นตัวแทน
ของสายรัญญาวาศี สายลุงปุมัน สายลุงปุชา สายบรรพนักชา แต่ร่างทุกคน
ประก้อยการเสิร reset age for the Puyo Fran
ช่วยการทั้งฝ่าย ทั้งฝ่าย นักปวดชาย นักปวดจิลงกา ทั้งวันปีกร ศกศกศกศิกาย
เน้นศาสนา และอาทิตย์ศาสนา ทั้งหลายที่เน้นความชือละกมพี
ในสถาเป็นหัวใจของศาสนา
มาสะกานสิ่งที่ทุกคนกลัวที่สุด
ก็คือความสงสัย
เพราะถ้าศาสนาคือความเชื่อ
ความสงสัยทำลายศาสนาได้
ธรรมชาติธรรมดา
เรายังจะต้องให้ความเคารพ
และเราต้องแตกฉาน
ในส่วนที่เป็นวินัย
ในส่วนที่เป็นสมุทร
สองอย่างนี้ไปด้วยกันอย่าง
สูดมากคนจะหลงในสมุทร
โดยเข้าใจว่าสมุทรคือทั้งหมด
แต่ทางนักปฏิบัติต่างท่าน
อาจจะสุดโดยไปทางธรรมชาติ
ธรรมดาธรรมดา
สิ่งที่คนพบ
โดยจิตที่สงบ
และก็ดูแคลร์
และมองข้าม
ความสำคัญของวินัย
และของสมุทรปัญญา
ถ้าดีก็คือ
อยากให้รับรู้
หรืออยากให้สลับ
ทั้งสอง
ได้
ได้ตามความต้องการ
อย่างเช่น
ยศต่างๆ
มันเป็นเรื่องปัญญา
เป็นเรื่องสมุทร
เป็นสิ่งที่มิค่าได้
เราไม่ได้บอกว่าธรรมชาติ
เป็นอันดับหนึ่ง
ปัญญาเป็นอันดับสอง
เราไม่ได้จัดลำดับเช่นนั้น
เราต้องไปด้วยกัน
ให้ความเป็นพระ พระโสง
พุทธองค์ให้เราเจริญ
สรรพนธ์สัญญา
สัมมนตร์สัญญาที่มีก็เป็นเรื่องการใช้ความคิดในโลกสมุทร
คตตวิทธรรมชาติ พระกะโยงก็ไม่ต่างกัน
มีทาสี ขันห้า อัยักษณะหก เมื่องกันหนึ่ง
แต่เราปฏิบัติต่อกัน ไม่ได้ปฏิบัติโดยเอาทาส เอาขัน เอาอัยักษณะเป็นที่ตั้ง
ก็เอาความเป็นพระโส เอาพระพุทธการเป็นอุปาสกสิกา
เองก็เข้าใจในการใช้ปัญญาเพื่อเขาถือสิ่งสูงสุด
และการมาอยู่กับธรรมชาติธรรมดา อย่างไม่ยึดมั่น ถือมั่น
และพระต้องคิดบ่อย ๆ ว่าเราเป็นพระแล้ว
เราจะแสดงออกเหมือนสมัยเวรโยงไม่ได้
การเดิน การเผิน การพูด การจานทุกอย่าง
เราเป็นสามณะแล้ว เราเป็นผู้ที่ตัวมุ่งมั่น
ตัวการศึกษา ตัวการปฏิบัติ และตัวการเผยแพทย์ธรรม
ให้เราเป็นผู้ที่รู้ เข้าใจ และประตุธปฏิบัติตามันพระนิยะ
ให้เป็นตัวยาง ให้เป็นผู้นำ ให้เป็นผู้พิสูจน์ในการกัดธรรม
ว่าคำสั่งส่องพุทธเจ้า มีเกียรติใดพร้อมเกียรติ
แต่พระธรรมได้ปฏิบัติ แต่สอนคุณธรรม
แต่อยากโดรมให้ลากนั้น ลากนี้ วันเผ็ดนั้น แต่ผู้พูด
ไม่ได้ทำ คำพูดมันมีน้ำหนัก
พระธรรมจะต้องพูดด้วย ทำด้วย มันจึงจะดี
นั่นเลย เราสมมุติ ถ้าเราเป็นพระ
หนูเป็นสามะเนย หนูเป็นพระ เป็นพระนาวทัพ เป็นพระมัชมะ
เป็นพระเทระ เป็นมหาเทระ เป็นพระมีสามรสัตว์ ไม่มีสามรสัตว์
สิ่งเหล่านั้น เราให้ความสำคัญ
โดยน้องเข้ามาเพื่อเป็นประโยค เพื่อทำให้ชิดใจของเราเป็นบุญ เป็นผู้สม
เมื่อเรา
คนมองเราอย่างนี้ เมื่อเรามียกอย่างนี้
เราจะควบคุกตัวอย่างไร เราจะใช้ชีวิตอย่างไร จึงจะเหมาะสุข
ถ้าเราใช้สิ่งที่เป็นสมุดพันธ์อย่างเป็นเครื่องเตือนสติกอย่างนี้ ไม่มีเสีย
แต่สิ่งที่เกิดช่วยมากที่สุดก็คือการธวนานั่นเอง
เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคน ก็คงรู้ดีว่า
เรานั่งสมัยที่ภาวนา เราฝึกจิตในรูปแบบ
เรารับตา หายเจเข้า หายเจออก
สมมุติปัญญาทั้งหลาย หายไปเลย ใช่ไหม
ให้ได้ไม่กี่วินาที
พอเรารับตา และอยู่กับความเป็นจริงของกาย ของใจ
ก็มีลมหายเจเข้า ลมหายเจออก
มีเวทนา สุขทุกข์เฉยๆ
มีจิตผู้กำหนด มีธรรม
จะเป็นช่วงแรก จะเป็น นิวอล ธรรมฟัย อคุศล
ถ้าปฏิบัติเก่าหน้า จะเป็นพวกโผชง พวกองค์ชาย
ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่ไม่ว่ากาย ไม่ว่าเลขนา ไม่ว่าจิต ไม่ว่าธรรม
ไม่มีเจ้าของ ไม่มีชื่อ เราอยู่ตรงนั้น
ไม่มีความเป็นชาย ความเป็นหญิง
เล่นเรื่องความเป็นพระ เป็นโยชน์
เป็นเวลาที่เรามาอยู่กับธรรมชาติแท้
ถ้าเรามาอยู่กับธรรมชาติแท้ได้แล้ว
เป็นที่พักพรอย่างสุดยอด
ความเป็นพ่อ เป็นแน่ เป็นลูก เป็นล้าน
เป็นเจ้านาย เป็นลูกน้อง ทุกอย่างละลายไป
นี่ก็พักพร
และเมื่อเวลาสมควรแล้ว
ดูตากลับเป็นเป็นนั่น เป็นนี่
ธรรมชาติแท้ จริง ๆ ทำไม่ได้แยกออกจากกันทีเดียว
เพราะด้วยพลังของการภาวนา เราจะรู้สึกเหมือนว่าในระหว่างที่เราทำด้านหน้าที่
แด่งความสามารถ ด้วยความเคารพในกฎกติกาทั้งหลาย
ในการสำนึกในหน้าที่
อีกสิ่งที่เป็นความรู้สึกต่อธรรมชาติธรรมดา ไม่ได้หายไป
เราจะเริ่มรู้สึกพร้อมกัน จะมีเปรียบเทียบอย่างนี้
ถ้าเราเคยนั่งในรถไฟ มองออกไปข้างนอก เห็นเทียวทัก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่มองได้เห็นได้ ก็เงาตัวเอง
ใช่ไหม
ถ้ามองที่หน้าตัวเอง เงาตัวเอง
โฟกัสก็อยู่ที่นั่นแต่ภายหลังธรรมชาติ ผ่านๆๆ ไป
แต่ถ้าเรามองที่ธรรมชาติ ก็ใช่ว่าเราจะไม่รับรู้ต่อหน้า
และเงาตัวเองในกฎก รู้ทั้งสองอย่าง
แต่แล้วแต่ว่าจะเน้น จะโฟกัสอยู่ที่ธรรมชาติภายนอก
แล้วลูกที่ปรากฏในกระจก กลับไปกลับมา
อย่างนี้รู้สึกพร้อมกันก็ได้เวลาสติกอย่างดี
วันนี้อาทิมายก็ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเรียน
วันนี้เป็นวัน 8 ค่ำ เทาพันศาใด 1 อาทิตย์
ท่านธรรมายมรักว่าปีนี้เกิดเท่าพันธ์ศาสตร์ ประมาณแกรกกว่าทุกปี
ไม่เคยมีใครรู้สึกเกิดเข้ากรรมฐานเหมือนปกติ
และก็เป็นเรื่องธรรมดา
ในการที่มีผู้ที่ต้องการแจกแสดงวุฒิตาจิต
ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราเองก็มี
ความสุขว่าเมืองไทยไม่ขาดภูมิวุฒิตาจิต
ไม่มีขาดภูมิวุฒิตาอยู่ในใจ
วุฒิตาที่ไหนสังคมเจริญที่นั่น
แต่วุฒิตาแท้เป็นของวิหารที่มดงามเมื่อเกิด
เพราะเป็นเรื่อง
เรื่องเปลี่ยนวงจรอย่างนี้คือ ใครแสดงมุฒิตาจิตกับเรา
เราก็รู้สึกมุฒิตาในมุฒิตาจิตของเขา แต่คนแต่มีมุฒิตา มุฒิตาคนละ
คนละอย่าง
แล้ววันนี้อาจจะพุกยาวไปหน่อย ก็ขอกลับไปโดยเวลา
แต่ก่อนนี้อาจจะมาตรงแป๊บ อวดง่ายแล้ว เพราะมีรักฐาน
คือสมัยก่อนนี้ ทั้งจะอัดทุกกัน เรามีคาเซ็ต 460 กับ 490
อันนั้นเช้าอาจจะมาให้พอดี 30 นาทีพอดี ในเจ้าสองอาทิตย์ก็ได้ 460
หนึ่งหมด ตรงกลางคืน มันจะเทศชั่วโมงครึ่ง เป็น 490
ก็เลยเอาเรื่องนี้เป็นนาฬิกายอยู่ในใจตลอด
แต่วันนี้ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์เล็ก ๆ ของงานต่อมา และของเราก็เวลาไปน้อย
วันนี้ก็แสดงธรรมก็สมควร
ขอโอกาส
อันน้ำยังตะมะกะตะ สาธุกะรังตะตะมะเสธ
สาธุกะตะมะเสธ