Ringkasan dibuat dengan bantuan AI • Belum diverifikasi
Ceramah ini membahas tentang bagaimana menghadapi ketidakpastian hidup, terutama dalam konteks berita dunia dan kematian, dengan menggunakan ajaran Buddha. Pembicara mengajak umat untuk mengubah pandangan duniawi menjadi pandangan Dhamma, menyadari bahwa tubuh bukan milik kita melainkan alat yang dipinjam dan rentan terhadap kerusakan. Melalui kisah tentang kerangka tulang dan tradisi vihara yang menempatkan krematorium di tengah, pembicara menekankan pentingnya merenungkan kematian sebagai bagian dari latihan spiritual, bukan sesuatu yang harus dihindari. Kecemasan dan reaksi negatif terhadap peristiwa eksternal adalah ciptaan pikiran sendiri, sehingga kita dapat mengubah cara pandang terhadap hal-hal yang dianggap sial menjadi peluang untuk berkembang. Pembicara juga menganjurkan penggunaan waktu luang untuk meditasi dan retret, sambil menjaga keseimbangan antara keheningan dan kebersamaan. Pesan utamanya adalah mengembangkan kewaspadaan, kebijaksanaan, dan cinta kasih tanpa batas dalam menghadapi kehidupan, serta memberikan dukungan kepada mereka yang menderita.
ก่อนจะเนินพรญญาติโยมทุกๆคน นุโมทนาในการทำบุญเข้าวัด
จะได้มีโอกาสมาหาที่พึ่งทางจิตใจ แล้วก็เข้าใจเรื่องความจริงของชีวิตเพิ่มขึ้น
เราทั้งไหร่ต้องมีเวลาพิจารณาการกระทำของเรา มีเวลาพักพร
มีเวลาที่จะได้เลี่ยนมุมมองจากทางโลกให้เป็นแท่งธรรม
บางครั้งช่วงนี้เราต้อง ดูข่าว ดูสิ่งต่างๆที่เป็นอีกอีกอัน
ในสังคมทั่วโลกที่เป็นพันธุ์หา
บางครั้งก็เกิดความฮดธูจใจ รู้สึกว่ามันไม่รู้ อนาคตจะเป็นยังไง
ความคิด essentially we are aware of this
ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง
ว่าเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า สอน
อะไรHi ที่จริงก็คำสอนแบบนี้
พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยได้ ไม่เคยได้สอน
ท่านก็บอกว่าเขาก็จะมีความระมัดระวัง
ความไม่ประมาทอยู่ตลอด ใช้เวลาตลอดที่เรามี
ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ใช้เวลาเพื่อจะได้เข้าใจโดยสัตติปัญญา
ชีวิตของเราก็ไม่แน่ ชีวิตของเราก็ลำบาก
ชีวิตของเราก็มีกันเปรี้ยมแปลงอยู่ตลอด
ก็ท่านผู้ตำความจริงคือ มันเป็นพิสิทธิ์ของพุทธศาสนาท่านกล้าพูด
กล้าพูดตรงว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา ร่างกายก็เป็นแค่เครื่องมือที่เราต้องอาศัย
เอาไปใช้ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะมีกรรมสิทธิ์อะไร แล้วมันเป็นไปเพื่อความอภาษณ์
เป็นไปเพื่อเป็นโรคต่างๆ นานประการ ก็มีคำสอนของพุทธศาสนาที่พูดตรงไปตรงมาเรื่องนี้
อาทิตย์ที่แล้วก็มีบาทหลวงมาจากปฏิเตียรมันมาเยี่ยม
พอออกไม่ออกได้ได้เจออยู่
แล้วเขาก็เห็นกรงกระดูกที่สารา
ก็คณะที่ท่านเป็นนักพัฒนิบัติทางศาสนา ศาสนาคริสต์
ท่านยังถามอยู่ว่าเอามาไว้ทำไมกรงกระดูกเนอะ
ก็ให้พี่เจ้าลองนำไปดูว่าคืออะไร
ก็เราไม่เฉลยปัญหาให้เขา ให้เขาดูเองว่ามันคืออะไร เพราะอะไร
เราเองมีมั้ย เช่นเดียวกันมั้ย
หรือมันมีอะไรที่เราถือว่าน่ากลัวมั้ย หรืออัปมงคลมั้ย
กรงกระดูกอัปมงคลหรือเปล่า
แต่ก่อนที่เมนเภาศพของวัดปรณาชาติอยู่ที่กลางวงเวียน
ช่วงพี่อัตมาบวชก็เข้ามา เข้ามาวัดแรกเจอเมนเผาศพ
ต้องถามว่าคืออะไร เอามาไว้ทำไม จำเป็นหรือเปล่า ควรจะมีหรือเปล่า
พุทธลกเนอะ เรื่องนี้คนส่วนมากก็ไม่อยากเห็น ไม่อยากเผชิญ
ถือว่าเป็นอัปมงคล แต่ที่จริงก็พุทธศาสนาท่านสอนตรงไปตรงมา
เราก็ยิ่งถ้าเป็นสายวัดปา สายคมฐาน ยิ่งอยากเจอเรื่องความแก่เจ็บตาย
ยิ่งอยากเจอเรื่องกงกระดูก ยิ่งงานศพวัดเราก็ถือว่า
สมพะเป็นโอกาสที่ดี พิจารณาร่างกาย พิจารณาความสิ้นลงของชีวิต
พิจารณาวิธีต่างๆที่จะจำเป็น ที่จะกำจัดร่างกายนี้
ถ้ามันปราศจากประโยชน์ หมดชีวิต
ก็จำเป็นที่จะมีความรู้เรื่องนี้
จะเอาว่าต้องรู้บ้าง
ถ้าไม่รู้อะไรว่าจะทำยังไง
ถ้าเราเจอความตาย
ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นนักศาสนานักปวดอะไร
จึงจำเป็นที่จะศึกษา
จำเป็นที่จะมองสิ่งต่าง ๆ
ที่ทางโลกเขาถือว่าอัปมงคล
ไม่ดีอะไร
เราก็มองได้ เราก็บอกว่าไม่เป็นไร เราก็รู้แล้ว
รู้แล้วก็ปรับตัวได้ รู้แล้วก็เอาชีวิตมา
มาอนุลมพฤติลมตามจำเป็น ตามสมควร ตามสถานการณ์ชีวิตได้
แต่ที่ลำบากคือว่า ถ้าเราบอกว่าไม่อยากรู้ ไม่อยากเห็น ไม่สนใจ
แบบนี้ก็ถือว่าประมาท หากว่าเราบอกว่าไม่สนใจ
ไม่สนใจเรื่องโรคไพรอันตรายอะไรต่างๆ
เรื่องสิ่งต่างๆที่ทางข่าวออกมา
หากว่าเรารู้แล้วเข้าใจ แล้วก็รู้จักวิธีพฤติบัตร
ปัญหาจะน้อยลง แล้วก็เราเองก็ทำได้โดยความมั่นใจ
มาเผชิญปัญหาได้โดยความมั่นใจ โดยสติปัญญา
ถ้าไม่รู้ ไม่รับทราบ ก็ปิดเข่า อ recollect
บอกว่าไม่อยากรู้ รับตา รับหู อะไรเดียวก็ มันจะมีปัญหานักกว่าเดิม
มันจะมีปัญหาที่เขาลึกๆ ถึงใจของเรา เพราะว่า ปัญหาคนที่ผลักษีตความจริง
หากว่ายอมรับความจริงแล้วก็ได้มีโอกาสมาศึกษาตามความจริงด้วย
ก็ที่จริงก็เราได้เกิดปัญญา และเกิดความเข้าใจ
แล้วก็มันสิ่งที่ถือว่า อัปมงคลหรือโชคร้ายอะไรต่างๆ
มักจะเป็นกำไรแก่เรา กำไร
เพื่อจะได้รู้ และก็ที่จะได้ปล่อยวางสิ่งต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค
อาจจะเกิดความรุดพ้นในใจก็ได้ หากว่าเราเจอความลำบากสำหรับเราเอง
ก็อาจจะได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เราได้เก่าหน้าในการพัฒนิบัติก็ได้
มองในเงดี เพราะว่าถ้าเราตื่นเต้นแล้วก็ระแวงรำคาญ
ก็เราเองเป็นผู้สร้างอากุศลอารมณ์
ก็ไม่ใช่ว่าอากุศลอารมณ์เกิดตามเชื้อโรค มันไม่ใช่
ไม่ใช่อากุศลอารมณ์ก็มันเกิดกับโครงกระดูก ไม่ใช่
ไม่ใช่ว่า อารมณ์เป็น ปัญหาของไบรัส
ปัญหาของใจของเราเอง เราก็ต้องคิด คิดดีๆ เราก็ศึกษา
เราก็ทำตามที่สมควร แกเวลา สมควรแกสถานการณ์
สมควรแกชุมชน แกตัวปุ๊บคน ก็เป็นคนที่รู้จัก
รู้จักว่าควรทำอะไรเป็นเรื่องสำคัญ
ช่วงนี้ฝากไว้ให้พิจารณา
แล้วก็ขอให้แต่ละคนได้มีจิตใจที่ไม่หลงอารมณ์
แล้วก็มีสติปัญญาใช้เวลาภาวนา
หากว่าเขาจะเลิก
เขาจะปิดที่โรงเรียน ปิดที่ทำงานช่วงคราว
แล้วก็ที่จริงเขาก็ถูกดีแล้วก็มีเวลาภาวนา
หากว่าเขากักเรา กักตัวเรา
เรามาให้อยู่กับที่บ้าน
พระเราก็ยิ่งชอบทางศาสนาเรา
เราเรียกว่า Retreat
Retreat เข้าห้องภาวนา
ก็บางทีพระเราก็อยากไปจริงๆ
อยากอยู่กุฏตีอย่างเดียว
อยู่กุฏตีอยู่กับกรงกระดูกกับตัวเอง
ก็ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน
ก็ยิ่งชอบ ใครเอาอาหารมาให้เราไม่ต้องไปปริณบาท
เขาก็ชอบเป็นที่นาปัตตานา
แต่อาจารย์ปกติที่นี่อาจารย์ไม่อนุญาต
เพราะว่าอยากให้มีส่วนรวม อยากให้มีการเสียสละ
ไม่ได้เอาตามใจ
ซึ่งหากว่ามันมีสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงพัชปันธุ์ช่วงนี้
เรารู้กันอยู่ว่ามันไม่ใช่วัดตลอดไป
มันเป็นสิ่งที่เราจำเป็นที่จะทำ แล้วก็จะทำใจ
แล้วก็ไม่ปล่อยอารมณ์ของเราให้เกิดเป็นอากุศล
แต่ยิ่งพัฒนาอารมณ์ของเราให้เกิดความจริงในใจ
แล้วก็ให้เกิดเมตตาธรรมที่ไม่รู้จักประมาณ
ไม่รู้จักเลือกตัวปลุกคน อุดหนุน สนับสนุนให้กำลังใจ
แค่คนอื่น ๆ ที่ตกในสภาพที่ไม่ดี
ก็เป็นโอกาสแก่เรา เป็นบุญบารมีแก่เราก็ว่าได้
อนุโมทนาด้วย นัดยมทุก ๆ คน
ขอให้ตั้งใจรับการอนุโมทนาที่เป็นภาษาบาลี
ขณะทรงจะสวดผ่อนให้