Perpustakaan DhammaMenemukan Ketenangan, Kebijaksanaan, dan Jalan Pulang
← Kembali

การแผ่เมตตา (พระครูอุบลภาวนาวิเทศ วัดป่านานาชาติ ๒๙ ส.ค. ๒๕๖๔)

Sumber asli: International Forest Monastery Wat Pah NanachatDraf — belum ditinjau
ISI CERAMAH

Ringkasan dibuat dengan bantuan AI • Belum diverifikasi

Ceramah ini membahas tentang praktik metta (cinta kasih) dalam ajaran Buddhis, dimulai dari pengertian metta sebagai keinginan baik terhadap orang lain yang muncul secara alami atau dapat dilatih, dengan pusatnya di dada sebagai sumber kekuatan kebaikan. Pembicara kemudian menguraikan langkah-langkah praktis untuk mengembangkan metta, dimulai dari melatih metta kepada diri sendiri dengan mengarahkan perasaan baik ke seluruh tubuh dan pikiran, memperkuatnya hingga meluap. Selanjutnya, metta dipancarkan kepada orang lain, mulai dari orang terdekat, teman, kenalan, hingga orang yang netral, menggunakan visualisasi atau sekadar nama dan arah. Untuk orang yang tidak disukai atau bermusuhan, metta dilatih dengan menyadari kesamaan dasar sebagai manusia dan melepaskan kebencian. Akhirnya, metta dipancarkan kepada hewan, makhluk di alam lain, dan ke seluruh dunia, sehingga pikiran menjadi luas tanpa batas. Alur pemikiran bergerak dari konsep dasar, praktik pada diri sendiri, kemudian meluas ke orang lain dan semua makhluk. Pesan utamanya adalah bahwa metta dapat dilatih secara bertahap untuk mengatasi kebencian dan memperluas kebaikan tanpa batas.

BAGIAN PENTINGAI · suggested — belum ditinjau manusia
  1. Pengertian dan Sumber Metta
    Menjelaskan bahwa metta (cinta kasih) adalah keinginan baik terhadap orang lain, yang muncul secara alami atau dapat dilatih, dan berpusat di dada sebagai sumber kekuatan kebaikan.
  2. Melatih Metta pada Diri Sendiri
    Menguraikan cara mempraktikkan metta kepada diri sendiri dengan mengarahkan perasaan baik ke seluruh tubuh dan pikiran, serta memperkuat perasaan tersebut hingga meluap.
  3. Mengembangkan Metta kepada Orang Lain
    Menjelaskan tahapan memancarkan metta kepada orang-orang terdekat, teman, kenalan, dan orang yang netral, dengan menggunakan visualisasi atau sekadar nama dan arah.
  4. Metta kepada Orang yang Tidak Disukai
    Membahas cara memancarkan metta kepada orang yang bermusuhan atau tidak disukai, dengan menyadari kesamaan dasar sebagai manusia dan melepaskan kebencian.
  5. Metta kepada Makhluk Lain dan Alam Luas
    Mengajarkan untuk memancarkan metta kepada hewan, makhluk di alam lain, dan ke seluruh dunia, sehingga pikiran menjadi luas tanpa batas.
TOPIK
Loving-kindnessAI · suggestedMettā/Loving-kindnessAI · suggestedLetting GoAI · suggestedCompassionAI · suggestedMeditationAI · suggested
TRANSKRIP
AI · suggested — belum ditinjau manusia

ขออนุโมทนาพ่อออกไม่ออก

ว rivalsani มี หน้าวัดไว้หลายคนล่ะ

ได้อธิบายการแพ้เมตตา

ทำยังไงที่ท่องใจได้แพลเมตตา

เมตตาพะวณะเป็นยังไง

ก็ได้อธิบายปกติ

วิธีการแพลเมตตา

ที่จริง บางครั้งอาจจะไม่ต้อง มีวิธีก็ได้

มันมาเองที่เราเมตตา

ช่วงที่เราเจออะไรที่เราหวังดีต่อคนอื่น

เราก็เห็นเขามีความทุกข์

มันเกิดขึ้นเองในใจของเราที่เราสงสารเขา

มันเป็นสาเหตุที่เราเข้าถึงพลังแห่งความดีของเราเอง

เราพาถนาให้คนอื่นได้ความดีเหมือนเราเองได้รับ

คือการพาถนาดีคือเมตตา

ทรงเมตตาคือความเอ็นดูเขา

บางครั้งก็มาเอง

แล้วบางครั้งมันเป็นเรื่องที่เรากำหนดได้

กำหนดหน้าอกของเรา

นี่เป็นศูนย์กลางของพลังแห่งความดีของเรา

ก็เป็นการชิ้นธนาการเอา

แต่มันเป็นส่วนที่สัมผัสได้

ถ้าว่าเรากำหนดเมตตา

กำหนดว่าขอให้ข้าพเจ้าก็มีความสุข

ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากโรค ภัย โทษ อันตราย

ขอให้ข้าพเจ้าก็มีความวังดี

ขอให้ข้าพเจ้าก็มีความอิ่มบุญของตัวเอง

ก็เรานึกถึงคุณธรรมแห่งความดีภายในใจของเรา

เราก็กำหนดให้มีความสัมผัส ความรู้สึกดีต่อตัวเอง

ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ

มันจะเหมือนมีส่วนเรื่องที่มันปรากฏชัด

มันเป็นที่สัมพันธ์ได้

หน้าอกของเราที่เป็นจุดเริ่มต้น

เราก็ขยาย ขยายให้มันได้เหมือน

เหมือนจะเป็นพลังที่มาท่วมใจของเรา

มาทั่วถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสัมพันธ์ได้

ช่วงที่เรานั่งแผงเมตตา

มันมากับเราเอง

เรานึกในใจว่า ให้ข้าพเจ้ามีความสุข

นึกในใจว่า เราพาตนาดีต่อตัวเอง

ทำได้นานก็ได้ เพราะว่าความรู้สึกดีต่อตัวเอง

หากว่ามันมีจริงๆ มันจะกระจายเองกับคนอื่น

หากว่าเรามีความพอใจ ความสุข ความเอิบอิ่ม

ความรู้สึกที่ดีภายในใจของเรา

มันเป็นธรรมชาติของมัน ที่อยากจะแสดงออกถึงเรื่องนี้

มันจะไปถึงคนอื่นได้ง่าย

จึงเวลาที่เรานั่งภาวนาแผมตากับตัวเอง

ก็เป็นจุดสำคัญ

หากว่าเราไม่มีสำหรับเราเอง เราให้คนอื่นมาได้

จึงต้องมีเต็มกำลังให้ได้ลงมาทั้งใจของเรา

ตอนที่เราได้สัมผัสความรู้สึกว่ามันกำลังล้น มันออกไปเอง

เรานึกถึงบุคคลอื่นๆ เรานึกถึงคนที่รู้จักกันที่ใกล้ชิดกันที่เราขอรบนับถือที่เรารักที่เราชอบ

ก็นึกถึงพวกที่เป็นเพื่อนมิตรสหายก่อน เราก็ส่งให้เขา อยากให้เขาได้มีความสุขเช่นเดียวกันกับเรา

เราก็บอกตัวเองว่า ขอให้เขามีความสุขเช่นเดียวกับเรา

เราก็ส่งความรู้สึกหน้าอกถึงเขา บางครั้งอาจจะนึกภาพของเขาออก บางครั้งนึกแต่ชื่อ นึกแต่ทิศทางที่เขาอยู่

ก็มันสัมผัสได้ ก็สัมผัสต้านจิตใจ

อันนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเรือวิสัย ทุกๆคนสามารถทำได้

เขาถึงป่าวเกิดแห่งพลังมิตราของตัวเองก่อน

แล้วตอนนี้เราก็ทรงถึงคนอื่นโดยธรรมชาติ

เพราะความรู้สึกนี้มันไม่ชอบอยู่เฉพาะเรา

เพราะมิตรามันเป็นคุณธรรมที่ที่จริงก็ไม่ได้มีตัวตน

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ใดผู้หนึ่ง

แต่เราสามารถสัมผัสทิศนาอกของเราได้

เหมือนเป็นมิตรแห่งความดีกับเราเองได้

เราขยายถึงเพื่อนมิตรสหายที่เราชอบอยู่แล้ว

ที่เราก็มีความรู้สึกที่ดีอยู่แล้ว

เพราะมันสิ่งที่ทำได้ง่าย

หากว่าเราก็ไปถึงคนที่ใกล้ชิดอยู่แล้ว

ก็วางดีต่อเขาได้ง่าย

แล้วก็ทีหลังตอนที่เราไปทั่ววงค์ของญาติมิตรสหาย

ที่เราปรารถนาดีเรียบร้อยแล้ว

แล้วก็ไปถึงคนปานกลางที่เราไม่รู้จักเท่าไหร่

เช่น ก็นึกถึงคนที่อยู่ในกรุงที่มานคร

นึกถึงว่า โอ้ เขาก็อยู่แบบนี้

ขอให้เขามีความสุข

ก็แม้แต่เขาอยู่ในสิ่งแวดลองแปลกปลอมอะไร

แบบคอนโด แบบรถติดเยอะๆ อะไร

ขอให้เขามีความสุข

มันเจื้อปนกับความรู้สึกสงสาร

แสดงว่าไม่ใช่ว่าเราดูดถูกเขา

เราก็ยกให้เขาได้มีความรู้สึกดี

ที่มาจากใจของเราก็เหมือนยกให้

เป็นการให้พลังแห้งความดี

เราก็จินทนาการเอา เขาเป็นเรื่องนามธรรม

แต่เราสัมผัสได้หน้าอกว่า

มันเป็นคุณธรรมที่มีพลังจริงๆ

จึงต้องมีเพียงพอในใจของเรา

แล้วค görนึกถึงว่า หากว่าเราจะส่งไป

ส่งไปแป๊บกล้าม อาจจะไม่ต้องนึกภาพออก

แต่ว่าส่งไว้แบบ หลายทิศทาง

เชนไปทิศทางตะวันตก ก็ไปถึงกรุงเทพ

ไปถึงพม่า

ไปถึงอัฟกานิสตานก็ได้

ก็ในใจของเราก็ไม่มีคอบเขตแหงความดี

เราก็ส่งไปต่อความรู้สึก

แล้วในที่สุดเราก็นึกถึงคนที่อาจจะไม่พอใจกับเรา

หรือเราไม่พอใจกับเขา

หรือที่เคยมีเรื่องกัน หรือที่เขาเคยว่าเรา

หรือที่เราเคยว่าเขา

โดยความไม่สงบ โดยความหลงกิเลส

มานึกถึงความบริสุทธิ์ใจของเรา

แล้วกลับมาสู่พลังแห่งความดี

แล้วก็แบ่งปันให้เขา

แบ่งปันกับคนที่เราไม่ชอบ

เช่น นักการเมืองก็แผงเมตตาให้ได้เหมือนกัน

เพราะเขาทำหน้าที่เหมือนกัน ทุกฝ่ายทุกผัก

นึกให้มันเสมอภาค มีพุทธเล่น ๆ นิดหน่อยนะ

แม้แต่นักการเมืองก็ยังเป็นมนุษย์ค่ะที่น่าสงสาร

ที่น่าให้มีความรู้สึกที่ดี

หากว่าเราเป็นเพื่อนกับทุก ๆ คน

เราต้องร่วมกันกับคนที่ไม่ชอบเหมือนกัน

เราก็นึกถึงคนที่ไม่ชอบเป็นส่วนตัว

ที่เราเคยเกิดความรู้สึกเสียหายต่อเรา

แต่ที่เราได้เจอเขาเขาอาจจะเคยว่าเรา

เราก็นึกได้แง่ว่า ตัวเองก็มีความสุข

ตัวเองก็มีความสุข เราก็เป็นคน

คนนั้นก็เป็นคนเหมือนกัน

เราก็ได้นึกในใจว่า

ลึกๆ ทุกคนเราก็เสมอกัน เราพาตนาดีต่อเขา

ไม่อยากให้เขาเปิดวิบากอะไร ไม่อยากให้เกิดความลำบาก

ไม่อยากให้เขาได้ตกนรก ตกความลำบาก

เราก็นึกในใจของเรา เราก็ดีแล้ว ก็ขอให้เขาดีด้วย

แปลงบันเป็นการให้ ให้โดยนามธรรม

อันนี้ในที่สุดอาจจะได้ถึงคนที่เราจะเรียกว่าเป็นตรงกันข้ามของเรา

หรือเป็นศัตรูของเรา

ไม่ทราบว่าเราก็ยังมีศัตรูไหม

คงไม่มีใครที่มีศัตรูจริง ๆ เลย

ปรรณลุกศิษย์เราเป็นแค่การจินทนาการเอา

คิดไม่รอบครอบที่จริง

ลึก ๆ เราก็เสมอกัน

สำเร็จกันในฐานะเราเกิดมาแล้ว ไม่รู้ว่ามาจากไหน

ตั้งอยู่ในชีวิตนี้ก็แสนลำบากกว่าจะได้อยู่ได้

กว่าจะได้ทำสิ่งที่ดีงามได้ก็ไม่ใช่ง่าย

แล้วก็ในที่สุดเราก็ต้องตาย

แต่ละคนก็นึกในภาพรวมว่า

ในมนุษยชาติ มนุษยชนเราทั้งหลายก็ไม่มีใครที่ไม่ดี

ไม่มีใครที่ไม่สมควรที่จะรับความดี

ไม่มีใครที่ไม่สมควรที่จะรับความรู้สึกว่าพร้อมภัย

พร้าษฎรักษ์โรคภัย พร้าษฎรักษ์ความสงบ

แล้วนึกในภาพของเรา

หากว่าเราก็มีการกระทบกระเทือนกับใคร

ก็นึกถึงเขาก่อน แล้วก็แผ่ให้เขา

ให้เขาได้รับพลังแห่งความดีของเรา

ก่อนไม่วิปากวิจารณ์ ไม่ได้มีเงื่อนไข

เราก็ส่งไป บางครั้งก็ทึ่งสัตว์ด้วย

เช่น เราก็เห็นตัวหมาอะไรต่างๆ ไม่รู้เรื่องอะไร

มีแต่เรื่องอารมณ์เผ่าบ้าง กัดบ้าง

วิ่งตามตัวผิดตรงการคามบ้าง

ก็นึกสงสารเขา แล้วก็แผ่เมตตาให้เขา

มันไม่ใช่ง่ายที่จะออกชีวิตรอด ในฐานะเป็นหมาในโลกนี้

นึกถึงว่าสงสารเขาก็มีใจด้วย

นึกถึงวัตถจักร เราอาจจะเคยเป็นหมามาก่อนเหมือนกัน

อาจจะเคยเป็นวัว เป็นขวายเหมือนกัน

นึกถึงโรงสัตว์ที่เขาฆ่ากันแพ้เมตตา

นึกถึงสภาพที่แย่ที่สุดที่เรานึกได้

แล้วก็นึกถึงสัตว์ที่โน่นก็ส่งเมตตาไป

แล้วแต่กำลัง บางครั้งอาจจะไม่ถึงขนาดนั้น

บางครั้งเราจบแค่กับเราเองก่อน

คือ หากว่าเรามีความวุ่นวายในพัจจุบันพอสมควร

เราก็ใช้เวลาพอสมควรที่จะได้กลับมาสู่ความดีของตัวเอง

กลับมาสู่ความบริสุทธิ์ของใจของตัวเอง

กลับมาสู่ความคิดที่ไม่อากุศล แต่ที่เป็นบุญ ที่เป็นกุศล

นึกถึงพลังแห่งความดีของตัวเองก่อน

ส่งเสริมให้มันได้เต็มที่

ทีหลังก็ต้องที่กำลังจะแผ่เอง

เรากำหนดไว้ให้เป็นถึงคนอื่นๆ เช่น เพื่อนมนุษย์ ญาติมิตรสาย

ที่เรารัก เช่น พ่อ เช่น แม่ เช่น ที่ปู่ยาตายาย

ที่เสียชีวิตไปแล้ว บางข้างข้ามพบภูมิก็ได้

การนึกถึงแผ่มีตากับสิ่งต่างๆ ที่เรามองไม่เห็น

สัตว์ต่างๆ ที่อาจจะอยู่ในพบภูมิอื่นๆ

ก็เป็นการรู้สึกว่าเราเริ่มกับจุดที่ดีของเรา

แต่ธรรมชาก็มันจะล้นออกไป มันจะแพ้กระจายไป

เดี๋ยวที่ ปานกลางออกไป ทั้งคนที่เราไม่รู้จัก

หนึ่งภาพอากาศออกว่า อุบลเป็นยังไง

มีสภาพของการเป็นอยู่ของคน

มันเหมือนเราดูจากภาพอากาศ gears like a bird

พอเห็นคนก็เหมือนมด

ก็นึกถึงทรัพย์ปศัตริย์ทั้งหลายที่อยู่ในอุบล

ขอให้เขามีความสุข

นึกถึงศิษร์เกตุด้วย อำนาจรรย์ด้วย ลอยเอ็ดด้วย

ก็นึกถึงจัมปาศักดิ์ด้วย

อะไรประเทศลาว ไปเวียดนามก็ได้ ญี่ปุ่นก็ได้

ไปทั่วโลกแบบนี้

ใจของเราจะได้กว้างขึ้น

จะไม่ได้ยุติตกับอะไร

ซึ่งพระพุทธเจ้าบอกว่าในที่สุด เมตตาคืออัปมัญญาธรรม คือไม่มีประมาณ

แต่อันนี้เป็นเมตตา ไม่มีเครื่องอุปสรรคเลย

ซึ่งเป็นสภาวะจิตที่ไม่ใช่ธรรมดา ไม่ใช่ว่าสภาวะจิตของผู้ทุกชนทั่วไป

แต่เราก็คิดอยู่ หากว่ามันเป็นอย่างนี้ มันจะเป็นอย่างไร

แล้วก็ทรงจิตดำ ที่ปรารถนา

จะเป็นหรือไม่ ก็ไม่ได้เป็นประเด็น

เราก็คิดไว้ก่อน ควรที่จะแผมิตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย

เสมอที่โย method ทุนมปุคท outright

ทีเดียวที่เกิดกับเค้า

มันนึกถึงอันนี้เป็นคำพูด

ในการามิตตสูตรที่เราสวด กันบรรณีภาษาบารี

เราก็นึกในใจทุกสิ่ง ทุกอย่าง

เป็นป่อเกิด แล้วก็แพ้ไป

ให้มันไม่ได้ติดคัดอะไร ไม่ได้รำคาญอะไร ไม่ได้มีอุปสรรคอะไร

เพราะฉะนั้นเราเรียกว่า เมตตาเป็นอัปมัญญธรรม

แต่ไม่มีที่สุดจริง ๆ ก็เป็นคุณธรรมของพระอาราฮันต์

แต่เราก็ ปฏิบัติของเรา ตามกำลังของเรา

แล้วเสริมกำลังตั้งแต่แรก ตอนที่เราแพ้เมตตากับตัวเอง

ฝากไว้ให้พิจารณา ขออนุโมทนาด้วย