Perpustakaan DhammaMenemukan Ketenangan, Kebijaksanaan, dan Jalan Pulang
← Kembali

ความทันสมัยของพุทธศาสนา (พระครูอุบลภาวนาวิเทศ)

Sumber asli: International Forest Monastery Wat Pah NanachatDraf — belum ditinjau
ISI CERAMAH

Ringkasan dibuat dengan bantuan AI • Belum diverifikasi

Ceramah ini membahas kekhawatiran tentang masa depan Buddhisme, yang menurut laporan Bangkok Post terancam punah karena perilaku buruk dan menjauhnya generasi muda. Pembicara menegaskan bahwa inti ajaran Buddha adalah kebenaran universal yang tidak bergantung pada label agama, seperti ketidakkekalan, saling ketergantungan, dan kesadaran diri, yang dapat ditemukan melalui sains dan pengamatan. Ia berargumen bahwa kemunduran Buddhisme sebenarnya disebabkan oleh masyarakat yang semakin jauh dari alam dan kehidupan nyata, teralihkan oleh dunia maya, media sosial, dan budaya konsumtif, yang berdampak negatif pada kesehatan mental, terutama remaja. Pembicara juga mengkritik egoisme dan materialisme yang merusak tatanan sosial, serta sistem pendidikan yang membelenggu kreativitas, dan menawarkan solusi Buddhis berupa moralitas, kebersamaan, dan kesadaran diri. Ia merangkum relevansi Buddhisme dalam tiga pilar: memahami alam, diri sendiri, dan masyarakat, serta berbagi pengalaman pribadi menemukan Buddhisme sebagai jawaban atas keputusasaan terhadap masa depan dunia. Praktik meditasi dan disiplin diri ditekankan sebagai sarana untuk mencapai kebebasan batin, dengan contoh sederhana seperti meluangkan waktu lima menit untuk duduk diam. Pembicara menggunakan analogi anak yang tidak mau makan mentega untuk menggambarkan pendekatan kreatif dalam mengajarkan Dharma tanpa memaksakan. Kesimpulannya, Buddhisme tetap relevan dan modern jika diterapkan dengan bijak, dengan ajakan untuk kembali ke alam, mengenal diri sendiri, dan hidup dengan moralitas sebagai kunci menghadapi tantangan zaman.

BAGIAN PENTINGAI · suggested — belum ditinjau manusia
  1. Kekhawatiran tentang Masa Depan Buddhisme
    Pembicara membuka dengan merujuk pada laporan Bangkok Post tentang kekhawatiran bahwa Buddhisme akan segera berakhir karena perilaku buruk dan menjauhnya generasi muda. Ia menekankan bahwa inti ajaran Buddha adalah kebenaran universal yang tidak bergantung pada label agama.
  2. Kebenaran Universal Tanpa Label Agama
    Pembicara menjelaskan bahwa ajaran Buddha tentang ketidakkekalan, saling ketergantungan, dan kesadaran diri (mindfulness) adalah kebenaran yang dapat ditemukan melalui sains dan pengamatan, tanpa perlu menyebutnya sebagai agama. Ia memberi contoh dari ekologi, psikologi, dan olahraga.
  3. Penyebab Kemunduran: Dunia Maya dan Materialisme
    Pembicara berargumen bahwa masalah sebenarnya bukan pada agama, melainkan pada masyarakat yang semakin jauh dari alam dan kehidupan nyata, teralihkan oleh game, media sosial, dan budaya konsumtif. Ia mengkritik dunia virtual dan dampak negatifnya terhadap kesehatan mental, terutama pada remaja.
  4. Kritik terhadap Egoisme dan Sistem Sosial
    Pembicara menyoroti bahaya mementingkan diri sendiri (attadhipateyya) dan materialisme (lokadhipateyya) yang merusak tatanan sosial. Ia menekankan pentingnya moralitas, kebersamaan, dan kepedulian terhadap sesama sebagai solusi untuk krisis global seperti perang dan kerusakan lingkungan.
  5. Pendidikan yang Membelenggu dan Solusi Buddhis
    Pembicara mengkritik sistem pendidikan yang membuat anak takut berpikir kreatif, dan menunjukkan bagaimana ajaran Buddha tentang kemandirian dan kesadaran diri dapat membantu remaja menghadapi tekanan sosial, seperti masalah body image dan depresi.
  6. Tiga Pilar: Alam, Diri, dan Masyarakat
    Pembicara merangkum bahwa Buddhisme relevan dalam tiga aspek: memahami alam, memahami diri sendiri, dan memahami masyarakat. Ia memberi contoh dari pengalamannya di Jerman tentang kesadaran lingkungan dan bagaimana ajaran Buddha menawarkan jalan keluar dari krisis.
  7. Pengalaman Pribadi dan Relevansi Ajaran Buddha
    Pembicara berbagi pengalaman pribadinya menemukan Buddhisme sebagai jawaban atas keputusasaan terhadap masa depan dunia. Ia menekankan bahwa ajaran tentang kepuasan, kesederhanaan, dan kebijaksanaan sangat relevan dengan masalah modern seperti kelangkaan sumber daya.
  8. Praktik Meditasi dan Disiplin Diri
    Pembicara menjelaskan pentingnya meditasi dan disiplin diri sebagai sarana untuk memahami diri dan mencapai kebebasan batin. Ia memberikan contoh praktis seperti meluangkan waktu lima menit untuk duduk diam di tengah kesibukan, yang dapat mengubah suasana hati dan meningkatkan ketenangan.
  9. Analogi dan Cara Mengajarkan Dharma
    Pembicara menggunakan analogi tentang anak yang tidak mau makan mentega untuk menggambarkan bagaimana mengajarkan agama kepada generasi muda. Ia menekankan perlunya pendekatan kreatif tanpa memaksakan, agar mereka dapat merasakan sendiri manfaatnya.
  10. Kesimpulan: Buddhisme Tetap Relevan
    Pembicara menyimpulkan bahwa meskipun ada kritik, Buddhisme tetap relevan dan modern jika diterapkan dengan bijak. Ia mengajak untuk kembali ke alam, mengenal diri sendiri, dan hidup dengan moralitas sebagai kunci menghadapi tantangan zaman.
TOPIK
Mindful LivingAI · suggestedNon-identificationAI · suggestedWisdomAI · suggestedImpermanenceAI · suggestedEthical LifeAI · suggestedMeditationAI · suggested
TRANSKRIP
AI · suggested — belum ditinjau manusia

นโมทัสสะ บácอวัตโธ อัระฮัตโธ สัมมาสัมพุทธสะ

พระเถระ อนุเถระ พระภิกษุสมนิน และพระขอจริงพร ยัตยุคุม พอออกไม่ออกทุกๆท่าน

วันนี้ก็จะพูดเรื่องความทันสมัยของพุทธศาสนาหน่อย

ทันสมัยจริงๆ เพราะว่าเมื่อเช้านี้อาจารย์ได้อ่านรายงานใน Bangkok Post

ซึ่งเป็นนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ สำหรับช่อต่างชาติในประเทศไทย

รายงานนั้นก็บอกว่า สงสัยว่าที่สุดของพุทธศาสนาจะมาถึงแล้ว

จานก็สะอึด ไม่ได้ถึงขณะนั้นที่เขาจะทำร้ายได้

ว่าที่สุดของพุทธศาสนาใกล้จะถึงแล้ว เหมือนเขาใช้คำว่า

เราต้องทำใจไว้ว่า

จะต้องเจอที่สิ้นสุดในไม่ช้า

เพราะความเสื่อมของพฤติกรรมคงสูง เขาว่าอันหนึ่ง

แล้วก็ความหังเหินของเยาวชนกับพุทธศาสนา

เยาวชนเขาไม่สนใจ

แล้วเขาก็มีสถิทธิที่สาธารณสองคน

อาจารย์จำชื่อไม่เคยได้

ที่มาจากมหาวิทยาลัยจุฬลงคลที่กรุงเทพฯ

เขาก็วิจัยกันว่า

จริงอยู่ความหังเหินของเยาวชนต่อศาสนา

เป็นสิ่งที่ปรากฏชัดในสังคมไทย

แล้วอาจารย์พิษหวังในรายงานนี้

ตอนที่ว่าเขาวิจัยแบบพิ้วเผินมาก

เหมือนจะง่ายที่ว่า

ทีเดียวที่จะตำนีตีเตียนคณะสงฆ์ว่า

คณะสงฆ์ทำไม่ดี

เราก็มีเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ประจำ

คนก็เบื่อ

คนจึงหนีจากศาสนา

เป็นคนที่ไม่มีศาสนาดีกว่า

เขาก็แนะนำว่า

แม้แต่เราไม่มีศาสนายังเป็นคนดีได้

ก็จริงอยู่

ก็พุทธศาสนาสอนอย่างนั้น

พุทธศาสนไม่เคยเลยสอนว่าต้องมีศาสนา

สอนว่าต้องมีสติปัญญา

ต้องเข้าใจตัวเอง แต่ไม่ต้องอ้างอิงถึงศาสนา

ที่จริงพระพุทธาองค์ก็ท่านไม่ได้ยึดหลักว่า

ต้องมีการนับถือท่าน

พระพระสัจธรรมของชีวิตมันมีอยู่

คนจะนับถือพุทธศาสนาก็ตาม หรือไม่นับถือ

สัจธรรมของชีวิตก็มี

มันเป็นสิ่งที่ผู้ที่ฉลาด สังเกตได้อยู่ตลอด

ความไม่เที่ยงของสัปดาห์สิ่งทั้งหลาย สังเกตได้

แต่ไม่ต้องอ้างอิงถึงศาสนา

ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่งพิงอาศัยกัน สังเกตได้

แต่ไม่ต้องอ้างอิงถึงศาสนา เป็นระบบที่ท่านสมัยมากในระบบชีววิทยา

ในระบบเรียกว่านิเวศกรรม ที่เป็นการดูว่าสัตว์อะไรเป็นวงจรกับอาหารกับการที่อยู่อะไรต่างๆกัน

แม้แต่กับสิ่งต่างๆที่เป็นพืชผันอะไรต่างๆ มันต้องเป็นระบบสมดูนสังเกตได้

แต่ไม่ต้องอ้างอิงถึงศาสนา เป็นท่านสมัยมากพึ่งพลิกอาศัยกัน

มีเหตุพיתיล้อเลี่ยงกัน สนับสนุนรู้สึกกันและกัน

ที่เราเห็นชัดเจน จนที่ว่าทางยุโรป 같은데 we heard all Euro

แล้วก็อิทธิพลของสารคิมี และแม้แต่อิทธิพลของแสงสว่างตรงกลางคืน

ทำให้พวกสัตว์เล็ก ๆ แมร่งต่าง ๆ อยู่ตามปกติไม่ได้

แล้วก็หากว่าพึ่งก็หายไป

แม้แต่เหลือไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็มีผลกระทบต่อการเลี่ยงอาหารของมนุษย์เรา

เพราะพักผลไม้ก็อาศัยที่พึ่งเอาเกษรมากระจาย

ไม่มีแอปเปิ้ลสักลูกหนึ่ง ทำไมมีพึ่ง

มีระหว่างกันพึ่งปิ้งอาศัยกัน มีเป็นระบบ

ระบบ ecology เป็น ecosystem

มันเป็นการสมดูลของธรรมชาติ

ตามแต่ละชนิดที่มันมีบทบาท

พุทธศาสนาสอนอย่างนั้น แต่ไม่ต้องอ้างอิงถึงศาสนา

แล้วก็เรื่องเหตุผลใจ เรื่องเหตุผล

เรื่องที่เป็นความไม่เที่ยงของชีวิต

หรือเรื่องที่เราเข้าใจ ในหนามของพุทธศาสนา

เพราะเป็นระบบไม่มีตัว ไม่มีตน

ทุกสิ่งทุกอย่างมีองค์ประกอบ

เช่น ร่างกายของเรามีองค์ประกอบ

ไม่ได้ใต้ตัว ไม่ได้แน่นอน

มันเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย ตามอิทธิผลของสิ่งต่าง ๆ

แม้ถ้าจิตใจก็มีองค์ประกอบ ที่เราเอามาส่งเป็นข้อมูล

ที่จะรู้จัก จะรับ แล้วก็พัฒนา

และมันมีการสร้างสรรค์ว่า มันเป็นระบบที่มีองค์ประกอบหลายอย่าง

ที่มาเข้ามาแทรก เช่น ที่เราเห็นในจิตวิทยาปัจจุบัน

เราก็รู้กันอยู่ว่า คนก็ต้องมีเวลาที่จะสำรวจตัวเอง

มีเวลาที่จะอยู่กับตัวเองมาก เพราะสมควรที่จะเข้าใจ

สภาพของชีวิต ของจิต ของตัวเอง

โดยที่เค้าใช้คำว่าการรู้ตัวabout yourself

การสังเกต்ตัวเองเป็นระบบที่เค้าแนะนำทาง จิตวิธิา

ให้คนได้ใช้เพื่อจะได้ต่อสู้ สิ่งต่างๆ ที่กระทบต่ออารมณ์ของคน

ในยุคสมัยนี้

พุทธศาสนาสอนอย่างนั้น

แต่ก็ไม่ต้องอ้างอิงถึงศาสนา

แล้วก็เขาจะใช้คำว่า...

Mindfulness

ความเข้าใจตัวเอง ความรู้ตัว

ซึ่งเขายืมมาจากพุทธศาสนา

แต่ไม่ได้อ้างอิงถึงที่มา

Sati

มันเป็นคำทรัพย์ที่เป็นทางโลกได้

แต่ไม่ต้อง อ้างอิงถึงศาสนา

คุณธรรมแหงความรู้ ตัว

え้ปรalls us

ขึ้นได้อยู่ตลอด

แม้แต่ระบบอื่นๆ เช่น หากว่าเราเป็นนักกีฬาเนี่ย

เราก็ต้องมีความรู้ตัว ต้องมีกายกระต่าสติ

ต้องรู้ตัวพร้อมจริงๆ

หากว่าเราจะกระดูกขึ้นเป็นสองเม็ดอะไรต่างๆ

คือภายในสิบวินาที เราต้องมีสติที่จะรู้จักจิตใจและร่างกายของตัวเอง

แบบแน่นเลยว่าเพื่อจะได้ควบคุมร่างกายให้ได้ถึงเป้าหมายในกีฬานั้นได้

ซึ่งอาศัยสติ อาศัยใจที่ชัดเจนกับร่างกายการเคลื่อนไหวของตัวเองได้มาก

ซึ่งจะอ้างอิงถึงว่าเป็นเรื่องศาสนาก็ตาม หรือไม่ก็ตามความจำเป็นที่จะมีสติ

มันมีอยู่แล้ว ความจำเป็นที่จะรู้จักจิตใจและร่างกายของตัวเองจำเป็นมาก เป็นท่านสมัยมาก

ซึ่งยกตัวอย่างได้หลายอย่างว่า แม้แต่เราไม่ได้อ้างอิงว่ามันเป็นศาสนา

คนที่มีความฉลาดต้องเจอเรื่องหิตพระจัย เรื่องหิตผล เรื่องที่เป็นระบบของธรรมชาติ

ระบบของจิตใจและร่างกายของตัวเอง

อันนี้อาจารย์เชื่อแน่นอน

ถ้าคนเป็นคนที่เสวงหาความจริง

เขาจะเจอองค์ประกอบของพุทธศาสนตรรมลำดับ

ไม่มากกว่าน้อย

ก็มันคืนอยู่กับว่า เขาหาความจริงมากหน่อยขนาดไหน

อันนี้ ถ้าเราทื่อหลักนี้ว่า หลักความจริง

หากว่าเราก็เปิดโอกาสให้ทุกคนแสวงหาความจริง

เราตั้งเป้าหมายว่าในสังคมเรา

อยากให้ทุกคนเป็นคนที่เอาความจริงเป็นหลัก

เอาวิทยาศาสตร์เป็นหลัก จิตวิทยาเป็นหลัก

หรือต่อไปร่วมเอาความจริงของการกระทำ

หรือความเข้าใจจริงเป็นหลัก

อาจารย์เชื่อว่าเราจะเจอสิ่งเดียวกันกับที่เป็นธรรมะคำสอนของพระพุทธศาสนา

แต่อาจจะไม่ได้เรียกชื่อของศาสนา ที่จริงไม่ได้ว่าลิขสิทธิ์ของศาสนา

เช่นเดียวกันกับที่เราคุ้นเคยกับภาษาของเราที่เราใช้กัน

แต่ความเข้าใจเรื่องสัจฉธรรมก็ต้องเป็นอันเดียวกัน

ซึ่งเรื่องนี้ต้องถามศาสตราชาญสองคนที่มาจากมหาวิทยาลัยที่เขียนรายงานในหนังสือพิมพ์ว่านี่มันเป็นความพิษพลาดของศาสนาหรือเปล่า

หรือเป็นความพิษพลาดของคนที่ไม่สะแสวงหาความจริง

ในยุคสมัยนี้เข้าสะแสวงหาอะไรบ้าง

เราตอบเองก็ได้ มันมีอะไรหลายอย่างที่เป็นคงแปลกปลอม

ที่ถูกกำหนดโดยสังคมนิยม ค่านิยม วัฒุนิยม

ที่ห่างเหินจากการสัมผัสธรรมชาติ

คือห่างเหินกับชีวิตจริง

มีสิ่งที่เป็นชีวิตปลอมแทรกเข้ามามากมาย

เช่น ถ้าเราดูว่าที่เขาพัฒนา การเล่นเกมสำหรับเด็ก

รู้ น่าจะโทษตรงนี้มากกว่า ที่จะโทษพระภิกษุสมรเดร

หรืออุปสรรคอุปสิริการในภุตศาสนวา ทำให้ๆสอนอะไรไม่ตรงกับชีวิต

การเล่นเกม ก็อาจารย์ วัดสะดุงตอนที่เห็นว่า

เขาสามารถที่จะสร้างภาพมายะจิ้นถนาคารออกเหมือนจริง

กับสิ่งที่เป็นของแปลกปลอมเท่านั้น

ไม่ใช่แค่แปลกปลอม น่ากลัวด้วย

ส่วนมากจะเป็นเรื่องอามนุษย์อะไรแปลกๆ

ที่ต่อสู้กัน หรือมันหุ่นยนต์ผสมกับอามนุษย์

เขาโหดเหี่ยมเท่านั้น

เป็นของแปลกปลอมที่คนเอามาสร้าง

แทนที่จะเห็นชีวิตตามที่เป็นความจริง

เช่น ที่อาจารย์ถือว่า

ว่าคนที่สอ visa você vai Y directory

ความจริง

ความจริง

ต้องดูธรรมชาติ

ต้องดู

สิ่งที่ประกอบรอบเรา

ไม่ใช่ว่าสิ่งที่ประกอบหน้าจอ

หรือที่มากกว่านั้น

ที่เขาจะใส่แว้นตา

เป็นแว้นตา

virtual reality

ที่คนที่เล่นเกม

ปัจจุบัน

ก็จะเอาความจริงที่สันนิขฐานเอา

คือว่าที่เอามาแสดงให้เห็น

แทน

ที่จะเห็นจริง

เคยได้ศึกษาเรื่องนี้ไหม

Virtual Reality ที่เขาจะใส่

เหมือนเป็นหูฟัง

แล้วก็จอเป็นแว่นตาดำใหญ่ ๆ

แล้วเขาจะเล่นเกม

แล้วก็ในการเล่นเกม

กลางที่เขาจะให้คนมาขยับมือ

แล้วก็มันจะมีการเห็นภาพ

เหมือนที่เราทำปรากฏหน้าจอ

ซึ่งเราสามารถเอา

ร่างกายของเรา

สันนิษฐานเอามาเข้า

ในเกมที่เขากำลังเล่น

ในโลก Virtual

คือว่าโลกแปลกปลอม

ที่เขาตั้งขึ้น

เขาเรียกว่าโลกที่สอง

โลกที่สองคือโลกคอมพิวเตอร์

ที่เขามี Animation

ให้มันได้ดูเหมือนจริง

น่าจะโทษตรงนี้มากกว่า

ที่จะโทษพระพุทธศาสนาวะ

ไม่ทันสมัย

สอนอะไร

ไม่ตรงกับชีวิตจริง

อาจารย์คิดว่า

ปัญหาคือว่า

คนก็ห่างเหินจากธรรมชาติ

ห่างเหิน

กับชีวิตของตัวเอง

แล้วก็ศาสนา

ที่จริงก็

สอนเรื่องธรรมชาติ

แล้วก็สอนเรื่องชีวิตของตัวเอง

ยังตรงไปตรงมา

แต่คนก็ถูก

ผ่าในทางที่ไป

เรื่องของที่

ไม่ได้เป็นเกร็ญสาร

ไม่ได้เป็นของที่จับได้

เป็นของที่เขาจินได้

พิจารณา เค้าทำเพราะอะไร เค้าอยากจะขายของ เค้าอยากให้เด็กมาติดกับเกม

ติดกับการโปรดิโภคเรื่องนี้ต่างๆ ซึ่งเราต้องถามว่า มันเป็นความพิทธิพลาดของศาสนาหรือเปล่า

หรือเป็นความพิทธิพลาดของระบบวัตถุนิยม ระบบที่สร้างกระแสให้คนติดกับสิ่งที่เขาจะขายให้เขาก็มีส่วน

การพูด การกระทำตัวของเราจริง มันมีคุณภาพต่างกันมากที่เดียว

กับการใช้สื่อสารทางโทรศัพท์ ทาง Messenger ทาง WhatsApp ทาง Line ทาง Facebook

มันเป็นคนละเรื่องจริง ๆ เราสัมผัสอารมณ์ของผู้ที่เรากำลังสื่อสารได้โดยตรง

โดยการเจอหน้า โดยการพูดกัน โดยการจับมือกันเป็นต้น

แล้วใน Message ในข้อความที่เราส่งไป มันเป็นแค่การสกัดส่วนหนึ่งที่คนคิดออกมาสื่อสาร

แต่บรรยากาศในการสัมผัสของชีวิตของอีกข้อนึงก็ถูกตัดลง

จนถึงเหลือแค่นิดเดียวเอง

เหลือแค่สิ่งที่เขาส่งเป็นข้อความ

ไม่ได้เป็นเรื่องที่ความรู้สึกต่อบุคคลจริง

เช่น บางครั้งเราก็เจอคนผู้เถา ผู้สูงอายุ

มีเสน่ห์ มีประสบการณ์ชีวิต

มีเหมือนปัญญาที่สะสมไว้

แล้วก็ผู้สูงอายุคนนั้น ผู้เถาคนนั้น

อาจจะไม่ต้องพูดอะไรมาก

แค่โดยความสง่างาม

โดยความสะสม

ชีวิตจริงมาเป็น

เจ็ด สิบ แปด สิบเก้า สิบปี

ก็จะมี

อิทธิผลต่อจิตใจ

กับคนที่เห็น คนที่สัมผัส

คนที่พูด

เหมือนมันเรียกร้องความเคารพภายในตัว

เพราะเราเจอ

บุคคลแบบสมบูรณ์

แล้วจะมีอะไรแทนได้ไหม

ถ้าจะอยู่กับครอบครัวเราจริง

อยู่กับพ่อแม่

ปูยา ตายาย พี่น้องจริง

มันแทนได้ไหม

ตามที่เราเห็นหน้าจอ

มันเหมือนไหม

หรือหากว่าเราแค่

ข้อความมาทักกัน

จะเข้าใจซึ่งกันและกันไหม

เกิดความรัก

ความเอ็นดู

เกิดมิตา

ความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ได้ไหม

มากน้อยขนาดไหน

ซึ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของชีวิต

ถ้าคนก็เลิกที่จะเอาส่วนนี้

มีบ Petersburg ในชีวิตของตัวเอง

หรือถ้าสังคมเลิกที่จะให้ความสำคัญ

ต่อชีวิตเปล่า ชีวิตจริง

ชีวิตระวัง คนต่อคน

หรือคนต่อธรรมชาติ

คิดว่าเขาจะห่างเหินกับการสัมผัสกับความจริง

สัมผัสกับสิ่งที่ให้ตัวเองเกิดความเข้าใจที่ครบถ้วน

เพราะฉะนั้นถ้าคนก็ห่างเหินกับการสวัญหาความจริง

หรือการค้นพบสิ่งที่เป็นชีวิตจริง

ก็เขาต้องห่างเหินจากศาสนาไปด้วย

เพราะศาสนาพุทธเราก็สอนแต่เรื่องนี้

สอนแต่เรื่องชัด ๆ ธรรมของชีวิตทุกระดับ

ระดับที่เป็นสังคมนิยม เช่นเราจะทำยังไง

ทั้งจะอยู่ด้วยกันเป็นสามัคคี

เราจะปรับพฤติกรรมของคนที่มีอัตราตัวตนยังไง

ทั้งจะอยู่ด้วยกันได้ต่อไหมทะเลาะวิวาสกัน

เราทำยังไงทั้งจะให้ลูกกับแม่ก็ไม่ห่างเหินกัน

เป็นต้นพี่กับน้องรักกัน

ให้มีกรรมใจกว้างต่อทุกระดับสังคม เช่น ในวัดเหล่าก็มีคนที่มาจากชั้นสังคมสูงสุด

อยู่ด้วยกันกับคนที่อยู่เป็นธรรมดาที่สุด โดยเสมอกัน โดยการให้เกียรติกัน โดยการเคารพกัน

อยู่เป็นสามัคคีได้ทุกระดับสังคม แม้แต่สัญชาติต่างๆ

ความผิวดำ ความผิวเหลือ ความผิวชีพชมพูมันเฉาะต่างชาติอะไร

ก็อยู่ด้วยกันได้

อยู่ด้วยกันได้ แต่กันสัมผัสความจริงของชีวิตทุกคนเหมือนกัน

สิ่งเหล่านี้คิดว่า ศาสนาสอนให้ชัดเจน ให้มีการเข้าใจกัน

แต่เรียกว่าศีรธรรมก็ได้ แต่เขาก็ไม่ชอบคำว่าศีรธรรม

ในนักศือพิมพ์ฉภาพนั้นเขาบอกว่า

ศาสนพุทธใช้คำละสมัยอยู่ตลอด

คนไม่เข้าใจ

ก็ได้อยู่ดอกเช่นคำวัศีและธรรม

แต่ว่าหากว่าเราเจอคนที่เศร้าสวัญหาความจริง

เขาก็ดีใจถ้าเขาเจอคำทางศาสนพุทธโดยตรง

เพราะว่ามันกระชับดี

ถ้า Ктоไม่ร้องไม่รู้

ถ้าเราไม่เคยได้ศึกษา

ต้องไปรู้ทำไมเขาพูดแปลก ๆ นี่ มันเป็นอะไร

เราก็ต้องสัมผัสกับสิ่งที่เรายังไม่รู้จัก

ถ้าเราไม่เคยได้ศึกษา ต้องไปรู้

เช่น อาจารย์คิดว่า อ้อ ภาษารัสเซียมันแปลก ๆ

ไม่เข้าใจ มันเป็นเพราะว่า ไม่ได้เรียนภาษารัสเซียแค่นั้นเอง

โท่ยา bought a damn exceptions

หรือไม่ฉลาดพอ

ถ้าเรารู้จักภาษาโพเลนด์

อะไรภาษา ศาวิคภาษา

อะไรต่างๆที่คล้ายเคียงกัน

เราจะให้กันคิดซักหน่อยนึง

เพราะเราอยากได้รู้อยู่แล้ว

แล้วเขาหากุญแจ

ที่จะเข้าใจภาษารัชยาได้

ยกตัวอย่าง

หรืออาจารย์ก็เพิ่งไปอินเดีย

ซึ่งจึงอาจารย์ไม่ได้ศึกษาเรื่องฮินดี

แต่ต hockeyet เอาแล้วเขา liegenอาจารงไปศึกษาส่วนหนึ่งที่แตกขี้ยังกัน

เช่นเรื่องบาลีเรื่องสันสะกิร์ษ เราตีความได้เข้าใจได้ว่า

เขากำลังพูดเรื่องอะไรขtera ไม่ใช่ว่าร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่พอที่จะรู้ว่ามันสื่อความหมายอยู่

เขาไม่ใช่ว่าพูดอะไรเหตุผล อย่างน้อยก็ได้กุญแจที่จะคิดคลายว่า

อ้อ สิ่งที่ยังไม่รู้จัก ยังมีความหมายลึกอยู่

ต้องทำความเพียรส่วนหนึ่ง มาเสาะแสวงหาความจริง มาศึกษาเอา มาดู

ถ้าคนไม่ยอมศึกษา อยากบริโภคอย่างเดียว

จะเข้าถึงสัจธรรมของศาสนาได้อย่างไร

น่าจะโทษตัวนี้มากกว่า ที่จะโทษพระพุทธศาสนาวะ ไม่ทันสมัย

จะเปลี่ยนภาษาของศาสนา ให้คนเข้าถึงระบบศาสนา

ตัวอย่างระบบท่านิยมทางโลก ระบบบริโภคนิยม วัตถุนิยมทางโลก

ได้อย่างไร ระบบอัตตาตัวตนทางโลก อะไรต่างๆ

พุทธศาสนาก็บอกอยู่ว่า มันมีระบบ

เอาโลกเป็นใหญ่ เช่น ค่านิยมทางโลก

คือ ราบหยดตำแหนงอะไรต่างๆ

หรือรายไดเงินเดือน ความรำรวยของคน

เรียกว่าโลคคาธิปัตตาย

หรือถ้าจะพูดถึงการเมือง

แขนแหนในการเลือกตั้งอะไรเป็นต้น

เอาตัวนี้เป็นใหญ่

นี่เรียกว่าโลคคาธิปัตตาย

หรือทรัพย์สิ้นสมบัติอะไร

มีรถเบ้น มีไอโฟนมากหน่อยขนาดไหน

เขาจะยกย้อง อันนี้เรียกว่า โลคธิปไตร

เอาทางโลกเป็นใหญ่ คือวัฒนิยม

แล้วก็มีอัตตาตัวตน คือว่าแสดงถึง

Egotistic Behaviour จนถึง Narcissistic Behaviour

รักแต่ตัวเอง เอาตัวเองเชิดชู้

จนถึงคมคู่คนอื่นในสังคม

มันมีมากหน่อยขนาดไหนนะ ดูสิ

อันนี้ไม่ได้เป็นความพิษของศาสนา

เขาบอกว่า นี่เรียกว่า อัตตาธิปัตย์

เอาอัตตาตัวตนเป็นใหญ่

น่าจะโทษตัวนี้มากกว่า ที่จะโทษพระพุทธศาสนาวะ

ไม่ทันสมัย สอนอะไรไม่ตรงกับชีวิตจริง

ดูสิ เราอยู่ด้วยกันได้ไหม

แต่เอาตัวเองเป็นใหญ่อยู่ตลอด

เอาตัวเองเป็นเบอร์หนึ่งอยู่ตลอด อยู่ได้ไหม ใต้สักระยะหนึ่ง

เราก็ต้องเจอว่าที่จริงต้องมีเพื่อน ที่จริงก็ต้องมีใครที่เข้าใจเรา

เราไม่เก่งเหมือนที่เราว่า เราก็ต้องเจอความสัมผัสกับสิ่งที่เรายังไม่รู้จัก

เพราะความรู้ปัจจุบันในลูกนี้มีเยอะมาก มันไม่ใช่ว่าใครเป็นใหญ่สักคนหนึ่ง

มันต้องทำงานเป็นระบบสงสรุมกัน ศึกษากัน แล้วก็อบรมซึ่งกันและกัน

แล้วก็เข้าใจกันคือพูดให้มีความแลกเบียน ความคิดเห็นได้

ซึ่งเหล่านี้เลือกว่าให้มีมนุษยสัมพันธ์

มันจะเป็นไปได้ที่มนุชาติจะรอดจาก วิกฤตการณ์ปัจจุบัน

ถ้าแต่ละประเทศหรือแต่ละพนาธิปตี

ก็เอาแต่ตัวเอง

เอาอัตราตัวตนเป็นใหญ่

โลกไม่รอดแน่นอน

สัพเตยากรโลกมันไม่พอ

ต้องผสานสมาธิกัน

ต้องช่วยเหลือกัน

ต้องมิดเป็นเพื่องกัน

เราเห็นชัดที่ dipping fighter

ที่ปัจจุบันมีเกิดสงคราม

ภาคสงครามเพราะประเทศไหน

มันเป็นสิ่งที่ทำให้ มนุษยชาติทั้งหมดได้เสริมได้

เพราะทรัพยากรไม่ให้แล้ว ที่จะมีสักคนหนึ่งมาทะคุบโอกาสแบบนี้

ทรัพยากรไม่เหลือไม่พอ เช่น ที่ปัจจุบัน

ประเทศรัสเซียก่อสงครามกับประเทศยุเครน

มันหมายความว่าทั้งโลกขาดข้าวบาลี ข้าวสาลี

ที่เขาผลิตที่ยุเครน ถูกปิดบาง ที่จะไปถึงที่ที่เขาต้องการกิน

เพราะสงคราม ยังไม่พูดถึงว่าเขาฆ่ากัน

ปัจจุบันที่จะเอาผู้ใดผู้หนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่งมาเป็นใหญ่

มนุษยชาติไม่รอ แก้ปัญหา เช่น สภาพโลกร้อนไม่ได้

เอาอัตตาตัวตนเป็นใหญ่ มันดูสิ มันทำสมัยไหม

ศาสนพุทธบอกแล้วว่า มันเกิดกับกิเลہของคน คน rehearsed

คน 30 ว่าตัวเองดีกว่าเขา ตัวเองว่าแข็งแรงพอเขา

ตัวเองกดขี่คนอื่นได้ อากฏิได้ ไม่ยอมศึกษาเพราะถือว่าตัวเองเป็นใหญ่อยู่แล้ว

นี่เป็นสังคมที่หลงทาง แล้วเราจะเรียกคนที่หลงทางใดกับกts ยังไง

เราก็ไม่ทราบเหมือนกัน

pc

แต่จะโทษคนที่เลือกให้กลับตัวก็ไม่ถูก

เราบอกอยู่แล้วว่าไม่ควรจะมีอัตหนาตัวตน

ควรจะมีการเสียสละ ควรจะเป็นคนใจบุญ

ควรจะเป็นคนที่ไม่มีอากติ ควรจะเป็นคนที่เอื้อเฟื้อต่อกัน

ควรจะสละสิทธิพิเศษของตัวเอง เหมือนแม่สละต่อลูก

ซึ่งเป็นอุปมาย ๆ ที่พระพุทธองค์ยกขึ้นในเมตตาสูตร

เราก็สวดกัน ใช้คำว่าเมตตาเป็นการสรุปธรรมะนี้ได้ง่าย

สรุประบบกันเกื้อกูลกัน

พี่อุ้มน้องเป็นต้น แต่พี่อุ้มน้องทางโทรศัพท์ไม่ได้แล้ว

เขาไม่ได้สัมผัสอะไร แค่ส่งข้อความเฉย ๆ

จะโทษพระพุทธศาสนาวะ พูดถึงเมตตาทำไม

ฟังไม่ขึ้น ก็มันไม่ใช่ว่าคำสอนไม่ถูก ไม่ทันสมัย

คนก็ไม่เอาแค่นั้น คนก็เอาของง่าย ๆ

ในระยะสั้นเราก็เห็นได้อยู่ว่า ถ้าเราแข็งแรงกว่าคนอื่น

เราเอาชนะเข้าได้ สักระยะหนึ่ง

แต่ในที่หลังเราก็ต้องเจอกันจองเวียนของเขา

และหากว่าเราเองก็แข็งแรงไม่เท่าที่ใดคิด

เราก็ต้องรับวิบากเลย

เราเอาเพรียบเขา เขาจะเอาเพรียบเรา

มันกดวิทยาศาสตร์ มันไม่หายอะไรสักอย่าง

เราเอาอันไหนก็ต้องชดเชย

เป็นระบบวิทยาศาสตร์เท่านั้น

ไม่มีใครเป็นใหญ่ในโลกนี้

อันนี้เป็นธรรมะคำสอนที่มาจากพุทธศาสนา

เรื่องหิดผัดใจ เรื่องหิดผล เรื่องที่เป็นระบบของธรรมชาติ

แต่เจอด้วย common sense ด้วยการพิจารณา ระบบการเป็นอยู่ของคนตามความจริงได้

หากว่าเราได้ศึกษาธรรมะคำสอนเรื่องนี้ได้แล้ว พร้อมจริงๆ

มันเสมือนเข้าในความเข้าใจได้ดี มันมีอะไรสักกิจใจสนับสนุนเรา

เช่น แค่ได้ยินคำว่าเมตตา พวกเราก็อ้อนยนต์หลงลดฤทธิมาณะของเราได้แล้ว

เพราะว่าเราได้ฝึกด้วยการพิจารณาว่า เมตตาดีกว่าที่จะมีอัตตาตัวตน

เมตตาดีกว่าที่จะชนะคนอื่น

ถ้าคนมีลักษณะของการพิจารณาความจริง เขาจะเจอตัวนี้

เจอได้ไม่ต้องเรียกร้อง

เป็นระบบการศึกษาด้วย ไม่ใช่ว่าระบบเฉพาะที่อยู่ในวัด

ก็จะแผ่งโทษเฉพาะในวัด วัดสอนไม่ถูกอะไรก็ไม่ได้

ยิ่งถ้าเราสอนเรื่องปัญญา สอนเรื่องการนั่งสมาธิ

เรื่องการทดสอบเอง จะว่าเราไม่ได้

แต่ทางระบบการศึกษาทั่วไป เขาสอนให้คนกลัว

กลัวที่จะออกความคิดเห็น กลัวที่จะคิดสร้างสรรค์

ถ้าตอบไม่ถูก ครูจะว่า

แต่ที่จริงในระบบของปรัชญาจะถูกหรือผิด

ต้องค่อย ๆ พิจารณาไม่ใช่ว่าข้อมูลมีแต่ข่าวดำ

ความถูกของเด็กนักเรียนอาจจะถูกในแง่ผิดผล

ของเขาก็ได้ อาจจะไม่เข้าประเด็น

แต่หากว่าครูดี ๆ เขาจะหาวิธีดึงความถูกของเด็กนักเรียนขึ้นมา

ให้มันเกิดความคลี้คาย

เกิดการจริงแบบ คิดสร้างสรรค์

แทนที่จะจะไม่ปิดแล้วก็จบ

แล้วเด็กจะกลัวที่จะคร respondents will be scared

อย่างเดียวที่จะคิดเอง

เด็กจะกลัวยังเดียว They will only be scared

ที่จะออกความคิดเห็น Their自己 will not become authentic

ความเข้าใจของตัวเอง They will fear

ตัวเองไม่ถูก and they will not be correct

แต่ที่จริงก่อนอาการสื่อสารจริงๆ It is true».

อาจจะเชิญความถูกในความผิดก็ได้

เป็นระบบธรรมะ เราก็ต้องเอาใจใส่ในการให้มันได้สื่อสารจริง ๆ

และอาจารย์เจอบ่อย จะเป็นเด็กนักเรียน ป.4 ป.5 จนถึง ม.5 ม.6 อะไร

หากว่าอาจารย์จะถามอะไร มีความคิดเห็นอะไร เงียบเลย ไม่มีใครต่อ

แต่ที่จริง ในแง่ส่วนตัว อาจจะมีคำถามอยู่ อาจจะได้เจอบางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจ

อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาตร์ตรง แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตเด็กนักเรียนตรง ๆ เช่น

มีครั้งหนึ่ง ครูพาเด็กนักเรียนมาที่นี่ เพราะว่าเด็กกระโดดดึก ฆ่าตัวตาย

เป็นเพื่อนกันแต่ก่อน แต่คนหนึ่งเจอความมดหวังกับชีวิตของตัวเองจนถึงกระโดดดึกขาดตัวตาย

หากว่าเด็กๆ ยังฝึกที่จะมีกิจกรรมร่วมกัน เห็นซึ่งกันและกันตัวจริง

แล้วก็มีสามัคคีหรือมีโอกาสมาถุยกัน ถามซึ่งกันและกันอะไรเกิดขึ้นในใจของคุณจริง

อาจจะไม่ถึงผิดหวังถึงขนาดนั้น

แต่ในสังคมปัจจุบัน คนก็ห่างเหินจากคนอื่น

เขาก็ติดกับเทคโนโลยี

ติดกับสิ่งต่างๆที่เขาจะถือตามสังคมนิยม

ทางเฟส ก็มีส่วนที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่มีคุณค่าเลย

เขาคิดว่าตัวเองมันแย่ เช่น

เด็กผู้หญิงที่อดอาหารจนถึงเลือดแต่กรงกระดูก

เรียกว่า Anorexia

พวกศาสตร์อาจารย์สังคมศาสตร์ Sociologist

เขาพิสูจน์ได้ว่าการเล่น Facebook Instagram

มีส่วนที่จะส่งเสริมให้เด็กหญิงเยาวชน

ได้เกิดโรค Anorexia มากทีเดียว

เพราะว่าเขาจะแสดงออกถึงความที่เขาคิดว่านิยม

คือว่าลดความอ้วนจนถึงตัวเองทรมานตน

จนถึงติดกับเรื่องนี้

ซึ่งเป็นปัญหาทางจิตใจเลย

ซึ่งมันมีการวิจัยกันเขาพิสูจน์ได้

ที่เขาเล่น Facebook เล่น Instagram

มันทำลายสุขภาพจิตของเยาวชนได้

เขารู้กันอยู่ตั้งแต่หลายปี

แต่ห้ามติดปากวิจารณ์เรื่องนี้

ห้ามพูดเด็ดขาดในบริษัทของเขา

คือมันมีจุดมุ่งหมายของบริษัทแบบนี้

ที่จะได้มีจำนวนคนมาติดเยอะ ๆ

เพื่อจะได้มีรายดายของเขา

เขาทำเพื่อกำไร

อันนี้โทษของการเล่น Facebook

โทษของการเล่น Instagram

ซึ่งเป็นแอปออกภาพสด ๆ ของคนในทุก ๆ ช่วงชีวิต

โทษคือคนที่ลังเลสงสัยกับตัวเอง

ว่าตัวเองถูกค่านิยมสังคมหรือเปล่า

เขาจะลังเลสงสัยยิ่งขึ้น

จนถึงมีความรู้สึกว่าตัวเองแย่

จนถึงรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่มีคุณค่าจริง

อันนี้เป็นการวิจัยกันที่พวก Sociologists พวกสังคมศาสตร์พิสูจน์ได้แล้ว

แต่ว่าสังคมก็ไม่เอา

เพราะว่าสังคมก็ยังชอบด้วยเทคโนโลยีอย่างนี้

แต่ในมนุษยสัมพันธ์จริง ๆ ก็มีเป็นธรรมดา

บางคนก็ถูกใจกัน บางคนก็อาจจะทุกข์รังเกย์ก็มีอยู่

ไม่คิดว่าในชีวิตจริงไม่มี

แต่น้ำหนักมันน้อยกว่ากับที่อยู่ในสื่อออนไลน์

ไม่ใช่ง่ายที่จะควบคุมพันธ์หากับคนที่ติดสังคมออนไลน์

ผู้ที่รับโทษคือ ยบชน เขายังไม่แข็งแรงพอ

คือว่าสภาพจิตยังไม่พึ่งพิ่งตัวเอง

ที่เราสอนในพุทธศาสนาให้พึ่งพิ่งตัวเอง

อัตตาฮิอัตตานูนาโถ

เจริญสติปัญญา

เจริญความมั่นใจในการวิจัย

สิ่งต่างๆที่เห็นว่าเป็นความทุกข์

ขอให้ตั้งโจทย์ขึ้นว่ากับตัวเองวันเกิดเพราะอะไร

ตรอยลำพังคือว่าเป็นสิ่งที่แต่ละคนในศาสนาพุทธ

ต้องทำการบ้านเอง

ต้องถามตัวเอง ต้องพิจารณาเอง ใครอื่นจะบอกไม่ได้

เราต้องมีสติปัญญา ต้องมีการเข้าใจเรื่องปัญหาของชีวิตตัวเองตรงๆ

มาดูสิว่าคุณค่าของพุทธศาสนามีมากขนาดไหน

เราก็ดูที่ว่า ถ้าคนอยากเข้าใจธรรมชาติ

ถ้าคนอยากเข้าใจตัวเอง ถ้าอยากเข้าใจสังคม

จะอออะไรมากเป็นกิน

กว่าจะได้เจริญพระชนิยส่วนตัวถึงขนาดนั้น

ก็อาจจะใช้เวลานั้น ๆ อาจจะไม่ทันเหตุการณ์

หรือจะ Google out ก็ลองดูสิ

เราจะได้รวบรวมความรู้เรื่องธรรมชาติ

ความรู้เรื่องชีวิตของตัวเอง

และความรู้เรื่องสังคมไปเร็วขนาดไหน

แต่หากว่าเราเข้าในวัด ท่านจะสอนเรื่องธรรมชาติ

ธรรมคือธรรมชาติ เกิดขึ้นแล้วต่างอยู่ต่อไป

อะไรก็ไม่แน่ เป็นระบบนิเวศกรรม มันพึ่งปิ้งอาศัยกัน

มันง่ายตอนที่ว่า ถ้าเราอยากจะเข้าใจธรรมชาติ

เราดูกฎแห่งธรรมชาติกันแล้วกัน เป็นนักวิทยาศาสตร์

พูดออกแบบไหน แล้วก็การคิดเป็นยังไง

ถูกครบงำด้วยอะไร ถึงเราได้พูดแบบนี้ ที่เราได้ทำแบบนี้

หากว่าเราอยากจะเข้าใจตัวเอง อันไหนควร อันไหนไม่ควร

ต้องใช้สติ ต้องใช้ปัญญา ต้องใช้ความรู้ตัว

พูดเป็นภาษาไทย ใช้ความรู้ตัว

แล้วก็ใครสอนการรู้ตัว ก็ศาสนพุทธก็สอนใช่ไหม

เราก็สอนให้รู้ตัว เราก็เดินไปมาก็รู้ไปไหนกัน

ก็พูดอะไรก็รู้ว่ามันดีหรือไม่ดี เราก็รู้เลย

เพราะว่าเรามีสติ เราฝึกต่อวิธีไหน

เราฝึกต่อการทำกิจกรรมของเราน้อยหล่นจนพอรู้ได้

เช่น บางทีเราออกจากที่วุ่นวายมาเข้าสู่ความเงียบอยู่กับตัวเอง

นี่บอกได้ แต่ไม่ต้องอ้างอิงถึงศาสนา

อาจารย์พูดบ่อย

หากว่าคนที่มาฟังเทศฟังธรรม บอกว่าไม่มีเวลาภาวนา

อาจารย์บอกว่าไม่เป็นไร

ขอให้มีเวลาส่วนตัว เวลาตัวเอง เวลากับตัวเอง

จะเป็นอะไรก็ได้

เช่น เล่นกีฬาบ้าง หรือเล่นดนตรีบ้าง

หรือวัดภาพบ้าง ธรรมศักดิ์กรรมบ้าง

แต่ขอให้มีเวลาที่มีคุณค่ากับตัวเอง เพื่อจะเข้าใจตัวเอง

อันนี้ไม่ได้อ้างอิงพุทธศาสนา แต่ถ้าจะพูดถึงรักการจริงๆ

ถ้าเราเอาจริงเอาจัง เรื่องความเข้าใจของตัวเอง

เราต้องเข้าใจวิธีชีวิตของตัวเอง

เรื่องลึกๆ เจทนาของเรา ถูกอะไรครบงำ

ตอนที่เราแสดงออกถึงความตรงกลางของเรา

เราต้องพิจารณาลึกไม่ใช่ว่ามันจะตอบไปง่าย

หรือทำไมในวัยหนุ่มๆ เราก็แข็งแรงสบายๆ

ตอนที่ปานกลางชีวิตก็ยังเริ่มมีความวุ่นวายนิดๆ หน่อยๆ

แต่ตอนที่อายุ 50-60 ก็เจอโรคมะเร็ง

เจอความดันสูงโรคหัวใจ

เราก็เจอโรคอะไรอื่นๆ หลายอย่าง

แล้วมันเกิดเพราะอะไร

เราก็ต้องพิจารณาตัวเองว่าชีวิตของเรา

เราเข้าใจมากน้อยขนาดไหน

เราก็รู้จักตัวเองเพียงพอที่จะต่อสู้กับอุปสรรคที่มักจะเกิดขึ้น

ในระยะช่วงชีวิตของคนหนึ่งในโลกนี้

น่ามากน้อยขนาดไหน

เราต้องถามตัวเอง

คนฉลาดก็ถามลงหน้า

คนที่ไม่ฉลาดก็ตกเป็นเยื้อของความแก่เจ็บตายต่อเปล่า

ต่ออย่างที่ไม่เข้าใจว่า ว้ายๆ ทำไมเราตรงดูน

มันมีเหตุมีผลอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุมีผล ก็ต้องพิจารณาดีๆ

1. เข้าใจธรรมชาติเป็นความทันสมัยของพุทธศาสนา

2. การเข้าใจตัวเองเป็นความทันสมัยของพุทธศาสนา

สาม การเข้าใจของสังคมเป็นความทันสมัยของพุทธศาสนา

เช่น เราดูว่าพันธาโลกนี้ ปัจจุบันสภาวะวิกฤตการณ์โลกร้อนมาจากไหน

มาจากความไม่สำรวมของคน คนมีความเห็นเกิดตัว

ใช้ศัพท์อากรมากเกินไป ใช้พลังงานมากเกินไป

จนถึงสภาพอาโรคมันร้อน จนถึงหาจุดกลับมาเป็นปกติแทบจะไม่ได้

และคนยังไม่ฉลาดเขาก่อสงครามอีก ก็แทนที่จะแก้ปัญหาที่เฉพาะหน้า

เขายังโง่ถึงขนาดนั้น คือที่จริงก็ต้องเข้าใจสังคม

เรียกตัวอย่าง ช่วงที่อาจารย์ก็ได้อยู่ที่กรุงเบอร์ลิน ช่วงที่ศึกษา

ชั่วนั้นในยุคของตัวเองก็มันเริ่มมีความตื้นตัวเรื่องพัญหาสิ่ง sweetheart lin

มากพอสมควรจนถึงว่าเด็กนักเรียน นักศึกษาปัญจักรยาน

เราก็ชักชวนให้ศาสตร์ศจรรย์ปัญจักรยานด้วย เพื่อจะได้เป็นตัวยงาน เพื่อจะได้พยัดเชื่อเปลองน้ำมัน

อันนี้ยังไม่ได้พูดถึงทรัพยากร อะไรที่จะหมด หรือสภาวะโลกร้อน

แต่เป็นการคิดล่วงหน้า ทุกคนในโลกนี้ถ้าจะนั่งรถเป็นส่วนตัว

นั่งรถเป็นไย ๆ ด้วย ที่กินน้ำมันมาก ๆ โลกจะไม่รอด

รุนเขาอย่าง eficî มาก็ได้ตื้นตัวเรื่องนี้แล้ว

แล้วก็พยายามที่จะหาชีวิตกลับมาสู่ธรรมชาติ

ปันจักรยานเอา เดินเอา เล่นโจ๊กกิ้งบ้าง

เพื่อจะได้เกิดความทราบซึ้งกับปัญญากาศในป่าบ้าง

เป็นต้น นี่เป็นยุคที่ไม่ได้รับคำสอนทางศาสนาอะไร

แค่ศังกิจว่า ปัญหาคืออะไร

แล้วก็ปัญหาสังคม นี่จะแก้ได้ยาก

ตอนนั้นอาจารย์ก็รู้สึกว่า มดหวังกับสังคม

เพราะว่าสังคมทางเยอรมัน ก็อาจจะหลงทางก่อนเพื่อน

อาจจะมีความเจริญเร็วกว่าเพื่อน แล้วก็หลงทางก่อนเพื่อน

แล้วก็บางคนก็รู้สึกว่า แบบนี้เราจะไม่มีจุดจบ

มันจะเจอความหายนะในอนาคต ภายใน 50-60 ปีน่าจะเจอ

อาจารย์จนได้อยู่ในรุ้นที่เขาเรียกว่า รุ้น No Future

เป็นเด็กไม่มีอนาคต นี่เป็น 30-40 ปีก่อน

พอดี ช่วงนั้นอาจารย์ก็รู้สึกว่าทอดแท้กับมุมมองของสังคม

เพราะว่าเขาก็ยากขายคลองอะไร

รถเบ้นก็ขายดี แพงด้วย

คนก็อู้อวด อะไรก็ไม่รู้จะจบเลย

เขายอมซื้อรถที่กินน้ำมันหลายเท่ากับรถประหยัด

หรือก็ชอบความสะดวกสบายของตัวเอง

นี่เป็นช่วงนั้น

พอดีตอนนั้นได้เจอพุทธศาสนา

เสมือนเขาส่องพระทีพในที่มืดจริงๆ

ไม่ยากที่จะเข้าใจ

พุทธศาสนาสอนให้มีความพอใจกับสิ่งที่มีอยู่

พุทธศาสนาสอนให้คำนวณถึงผลของการกระทำในระบบทั้งหมด

พุทธศาสนาสอนให้มีความ

พึ่งตัว

พิ่งความสุขที่ไม่ได้อาศัยวัตถุสินของ

อาศัยคุณภาพชีวิตมากกว่า จำนวนของสินของต่าง ๆ

อาจารย์ได้เจอคำสอนพุทธ เช่น อยู่แบบมักน้อยสันลวด อยู่แบบธรรมชาติ

อาจารย์รู้สึกว่าตี้อกตี้ใจ ในที่สุดก็เจอทางออก

ถ้าเราอยู่ในสังคมพุทธ ที่รู้จักประมาณในการบริโภค

ที่ช่วยเหลือสังกันและกัน ที่มีการใจกว้าง ไม่อากติใคร ไม่ถืออัตตาตัวตน

โอ้โห โลกนี้อาจจะรอบได้

ได้คิดแบบนี้จริง ๆ

เป็นความทันสมัยของพุทธศาสนาสมบัติอาจารย์ช่วงนั้น

ช่วงที่เป็นนักศึกษาที่กำลังทอดแท้กับพันธาโลก

พอเราก็เป็นนักศึกษา

เราก็สังเกตทางโลกมันจะมี No Future แน่นอน

พอดีก็พระอื่นก็ได้เจอทางธรรม

คือว่าทางที่ทางศาสนาพุทธมาเสนอให้

แล้วตอนที่เจออาจารย์ไม่ได้คิดว่ามันเป็นศาสนา

ได้เจอว่าเป็นพราชญา

เป็นมุมหมองของสังคม

เป็นมุมหมองความจริงของชีวิต

อาจารย์ได้สนใจว่า

แม้แต่การจัดระบบสังคม ถ้าคนมีศีลธรรม

คนมีกันแปลงปันกัน คนมีเมตตากัน

คนก็มีการไม่อากติกัน ไม่ถือตัว ไม่มีอัตราตัวตน

มนุษยาธิอาจจะรอดได้

เช่น หากว่าเรารู้ว่า ศัพยากรของเราน้ำมันมันจำกัด

หากว่าเราหาวิธีในสังคมที่ คนก็ไม่ต้องการเยอะ

ถ้าเขาเริ่มกับการตรงการของคน ให้ทุกคนทบทวนว่าเราตรงการเท่าไหร่

เราพอใจกับมากหน่อยขนาดไหน หากว่าเราเริ่มกับจิตของแต่ละคนบอกว่า

เธอควรจะรู้ว่าตัวเองอิ่มเมื่อไหร่ ถ้าเจอจุดอิ่มก็ไม่ต้องเอามากกว่านั้น

เราถือว่าแบบนี้เราแบ่งบรรสัตยากร เครื่องอยู่อาศัยได้

สังคมเราจะรอดได้ ทันสมัยไหมศาสนาที่สอนแบบนี้

ถ้าจะใช้ภาษาปัจจุบันก็จำลับว่า อาจารย์อาจารย์ลำเอียงหลักการพุทธศาสนา

อาจารย์ลำเอียงหลักการทางบารี เพราะว่าที่จริงระบบที่ท่านอธิบายมันชัดเจน

แม้ที่ได้รับการมุมมองที่คำสอนพุทธศาสนาต่อสังคม

ต่อการแบ้งบัน การยุธิธรรม ต่อสิทธิมนุษยชนอะไรต่างๆ

ที่เป็นมุมมองที่อาจารย์แรกเจอ

ก็ทีหลังก็ได้ถามว่าเพราะอะไร ได้อ่านข้อมูล

แล้วก็เจอว่าที่มามาจากไหน

เช่น เจอคำพีธรรมสูตรต่าง ๆ เก่าแก่ของภุ 법ศาสนา

เช่น มาร์คิตมานิกายย์

อะไรที่เรารู้กันว่า พระสูตรต่าง ๆ

หรือ ตอนที่อาจารย์อยู่โรงเรียนมธยม

ครูทางศาสนาพิวชี เค้าก็แนะนำ regel ภุษธศาสนา

ให้เราเข้าใจศาสนาอื่นด้วย

เขาก็แจกเล่มเล็ก ๆ สีเหลือง คำสอนพุทธที่เป็นหลัก

เช่น พระสูตรพุทธศาสนาที่เป็นหลัก

เล่มเล็ก ๆ ตัวนี้ ตอนที่เจอวิธีพุทธต่อสิ่งแวดล้อม

วิธีพุทธต่อสังคม อาจารย์ยิบเล่มนี้มาอ่าน

เราก็เจอธรรมจักรปวัตตนสูตร เจออันนัตลักษณะสูตร

เจอสิ่งที่จนถึงปัจจุบันเข้าใจได้ง่าย

เข้าใจได้ว่าสาเหตุของความทุกข์ ทรมางของคนในโลกนี้มีอะไร

มีตัญหา อยากมี อยากได้ อยากเป็น ไม่รู้จักอิ่ม พร้อมอยู่เป็นนิตย์

ได้เจอข้อมูลแบบนี้ นึกว่า โอ้ ศาสนพุทธสอนทันสมัยจริง ๆ

อาจารย์ได้คิดจริง ๆ อาจารย์คิดว่า พุทธศาสนทันสมัย

ศาสนคริสต์ปัจจุบันก็หมดบทบาทในสังคมยุโรป

ศาสนคริสต์เป็นศาสนเชื่อ เชื่อในอำนาจที่ใหญ่กว่าตัวเอง

ตรงกันข้ามกับพุทธศาสนา พุทธศาสนาสอนให้เชื่อในตัวเอง

เชื่อในการกระทำของตัวเอง

เชื่อในความจริงของตัวเอง

เชื่อว่าตัวเองเข้าใจความจริงได้

แต่คริสต์ไม่ได้สอนตรงนี้

จึงอาจารย์นายคิดว่า

อ๋อ ศาสนคริสต์ ศาสนแบบนี้

เราไม่ต้องเอาแล้ว

คือมันไม่สามารถที่จะรับคนได้

แต่จ่อยพุทธศาสนา

เช่น ตอนที่อ่านเรื่องสิ่งแวดล้อม

พุทธชุมะเขาเขียนสัจจันทร์ทั้งเศรษฐกิจ

เขาก็เขียนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

นั่นหลักการพุทธศาสนา อาจารย์อ่าน

สนใจว่าเราจะทำยังไงถึงโลกนี้

มนุษยชาติจะรอบได้ถ้าสรรพยากรน้อยลง

และพุทธชุมะเขาบอกว่า less is more

คือส่วนที่น้อยกว่าที่จริงมันมากกว่า

หมายความว่าเราเอาความมักน้อยสันโดร dishes

ของพุทธศาสนามาใช้ให้คนรู้จักพอ

รู้จักอินรู้จักพอเพียง เขาก็เขียนอยู่

رف athe also write

อันสุฤษฐชุมะเขามีการอ้างอึงถึงเรืองพอพุทธทาช

อาจารย์ดูว่าเรืองพอพุทธทาชคือใคร

ที่จริงได้ยินชื่อยู่เพราะว่า

หรือมนุษย์ช่วงนั้น 30-40 ปี ก็รู้สึกว่า โอ้โฮ ทันสมัยตรงไปตรงมา เข้าใจได้ง่าย

แล้วที่หลังเจอของโรงพอร์ชา วิธีชีวิตในวัดป่า ยิ่งเกิดความประตับใจ

เพราะว่าความทันสมัยพุทธศาสนาอันดับหนึ่ง ให้อยู่ตามธรรมชาติ โอ้ สายวัดป่ามีด้วย

แล้วก็สอง เข้าใจตัวเอง ก Veron Samatha ด้วย อาจารย์กลืมใจรู้สึกว่า เจอแรงข้อมูล สมกรรมพัฒนาตัวเอง

แล้วก็อีกส่วนหนึ่งที่โรงพอร์ชาได้สอน คือเรื่องการอยู่ด้วยกันโดยมีพระวินัย

เดี๋ยวนี้ในเมืองนอกเขาก็ไม่เคยได้สอนเท่าไร เขาไม่ได้สอนระบบพระวินัยเท่าไหร่

แต่ของร่วมพ่อชา มันเป็นประเด็น

เช่น วัดที่เป็นระเบียบ ที่สะอาด ที่เรียบร้อย ที่จัดเป็นระบบ

ไม่ได้จัดเป็นอัตตาธิปตาล แต่จัดเป็นระบบทำกิจกรรมพร้อมกัน

ผัดกวาดเช็ดถูทุกวัน อะไรทำตรงนี้

มีเป็นระเบียบเคารพกันในหน้าที่ต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องภาพินัย

ซึ่งตอนที่เจอเรื่องภาพินัยก็รู้สึกว่า โอ้ ครบถ่วนจริง ๆ

แม้แต่การจัดระบบสังคม ศีรธรรม ทั้งพุทธศาสนามีหลายระดับ

แล้วก็ของน้องพ่อชา ท่านอธิบายเรื่องสองขวกของพุทธศาสนาก็มีเรื่องสมุทธ์ในสังคม

เช่น กฎระเบียบกติกา หรือกฎหมายธรรมนุนอะไรต่าง ๆ

แล้วข้อเรื่องวิมุทธ์คือการปล่อยวาง การรุดพ้น

ซึ่งเกิดจากใจจริง ๆ ที่จะให้คนอื่นมาบังคับ มาบัญชา มาจัด มาเปลี่ยนไม่ได้

ก็เป็นเรื่องการรุดพ้นจากระบบทางโลก ทางกฎศรทั้งสอง เรื่องสมุทธ์กับวิมุทธ์

จนถึงปัจจุบัน อาจารย์คิดว่า ทันสมัยมาก

ที่รงพเช้าสอน เสมือนที่พระพุทธองค์พูดว่า

หลังจากพระพุทธองค์พาลินิพพาน พระธรรมและวิไหนเป็นศาสดา

ท่านเอาเป็นคู่เลย พระธรรมคือเรื่องความปล่อยวาง การรุดพ้น

ความเข้าใจสัชธรรม ความอยู่ปราศจักร สิ่งที่เป็นความเดือดร้อน

ปราศจักรความเครียด

ที่รุดพ้นจากอาสวกิเล เครื่องเสาหมองของอัตตาตัวตน

คือมันมีตัวนี้หยกจิตให้คืนสูงสุด คือธรรมะ

แล้วเรื่องสมุทรคือเรารับพื้นฐาน เช่น หากว่าเราต้องการเข้าถึงวิมุทร

ต้องฝึกใจ ต้องนั่งสมาธิภาวนา

แต่แรกเราทำตามระบบ เรานั่งเป็นระยะ

ต้องมีวินัยกับตัวเอง ต้องปังคับตัวเองให้ได้

ต้องบอกตัวเองว่า แต่ละวัน 10 นาที 20 นาที 30 นาที

เช้าเย็นหรือวันพระจะมานั่งสมาธิ

เราจะอยู่กับตัวเอง เราดูลมหายใจ

เราต้องมีวินัย ต้องมีการสั่งตัวเองว่า

ให้ทำตามที่กำหนดไว้ ตามระเบียบ ตามเทคนิคก็ว่าได้

หากว่าเราทำตามเทคนิคพอสมควร เราจะเจอว่าเทคนิคนี้มีผลอยู่

จะมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา ที่นอกเนื้อจากเทคนิค

ไม่ใช่ว่าเป็นเฉพาะ อยู่ในวงจำกัดของการสมุด

สมุดเป็นสาเหตุให้เกิดการรุดพ้นได้

หากว่าเราเห็นความสมุดตามความเป็นจริง ความเห็นนั้นเป็นความเข้าใจจริง

เราได้ยกตัวเองขึ้นจากสิ่งที่เป็นระบบระเบียบ

มาดูจากข้างนอกว่าลึกๆข้างในมันเป็นยังไง

มันเป็นการรุดพ้นจริงๆ

ก็เราฝึกนั่งสมาธิตามระบบก่อน

ต้องมีวินัยกับตัวเอง ต้องบังคับตัวเอง

ถ้าไม่บังคับก็ไปเล่นดีกว่า เล่นเกมก็ได้

ถ้าไม่ปังคับก็ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไงการนั่งสมาธิ

เพราะว่าต้องกำหนดเวลา อย่างน้อยขอให้ 5 นาที

สมมติกนักเรียน ม. 5 อะไรต่างๆ เขาพุ่งซ่านจนถึงมากกว่า 5 นาทีขอไม่ได้

แต่คิดว่าถ้าปังคับได้นิดเดียว เขาจะมีประตูที่จะขยายความถนัดได้

และหากว่า 5 นาทีนี้ที่เขาสามารถที่จะรู้จักตัวเอง อยู่กับตัวเอง อยู่กับความสงบภายในใจของตัวเองได้

เขาจะเอาตัวนี้มาใช้ต่อ ที่หลัง 5 นาทีต้นที่อกหัก

5 นาทีช่วงที่มีกัน เถียงกันกับแฟนเป็นต้น มีประโยชน์มาก

ให้อยู่กับตัวเองก่อน แก้ปัญหา แก้คนทุกข์ก่อน

ห้านาทีที่อยู่กับตัวเอง อยู่กับพุทธโภค ช่วยได้เยอะจริงๆ

เพราะอยู่กับใจของเราเอง ไม่ได้อยู่กับของแปลกปลอม

ไม่ได้อยู่กับสังคมนิยม มันอยู่กับที่เราได้สัมผัสกับเรา

ห้านาทีในที่วุ่นวาย เช่น ต้องไปที่เรานัดกันอะไรต่างๆ

เช่น ที่กรุงเทพฯ ก็นัดกัน 16 นาฬิกา แต่รถติด

รถติด เพราะอะไร ในถนนนั้นก็มีวัฒน์ชื่อเสียงจัดงานศพ รถติด แต่หากเราอยู่ในรถที่ติดแล้ว

เราก็ไปไหนไม่ได้ เหมือนถูกขังไว้ หนีไม่ได้ อยู่กับตัวเองห้านาทีเปลี่ยนอารมณ์ได้

อยู่กับพุทธโท ห้านาทีเปลี่ยนอารมณ์ได้

จากคนที่รำคาญเปล่าประโยชน์ เรื่องทะลังแห่งโทษะเปล่า

จะเป็นคนใจเย็น ก็เป็นคนที่เจอความปราศจากทุกข์ในที่ทุกข์

ที่คนอื่นจะใจร้อน ที่คนอื่นทนไม่ได้ เราทนได้

ที่คนอื่นจะเดือดร้อน เราเอาห้านาทีที่เราทดลองนั่งสมาธิภาวนาตามรุปแบบ

ห้านาทีมีประโยชน์มาก เราก็เอาห้านาทีมาเอาไปใช้

เอามาเลื่อนไปในสถานการณ์ชีวิตอื่น ๆ ได้

จากห้านาทีอาจจะเป็นสิบนาทีก็ได้

จนถึงวันใดวันหนึ่งอาจจะมีสติ อาจจะมีความพึ่งพิ่งตัวเอง

เข้าใจอารมณ์ตัวเองตลอดวันก็ได้

แล้วผลจากสิ่งเหล่านี้

มันพักกดชัดแก่ทุกคน ว่าคนนี้มีความถนัด

คนนี้ทำอะไรได้หลายอย่าง

มีสติ มีธรรมนาที มีพลัง มีกำลัง

เป็นคนที่มีทิพึ่งภายในตัว

อยู่กับตัวเองได้

ช่วงที่อยู่ทีวัฒน์ เริ่มต้อนกับการบังคับตัวเอง

เริ่มก้นกับการเอาตามระบบ เอาตามวินัย บอกตัวเองว่า

วันนี้นั่งน่ำขนาดไหน

ไม่ใช่ว่าเราปังกับตลอด แค่ทดลอง

เหมือนคนไม่เชื่อว่าทุเรียนอร่อย ไม่ยอมชิม

เราอธิบายเรื่องว่าทุเรียนอร่อยแบบไหน

มันบอกไม่ถูก มันไม่หวาน หรือมันไม่เข้ม มันบอกไม่ถูกอะไร

แต่หากว่าเราชักชวนให้กิน ได้ประสบการณ์เอง

เขาจะรู้ได้ว่าทุเรียนมีรสชาติอะไร

มันผิดหรือเปล่าที่พ่อแม่บังคับให้เด็กมากินบางสิ่งบางอย่างที่เขายังไม่รู้จัก

เรื่องราวของน้องคงอาจจะมา น้องคงอาจจะมาเป็นเด็กดื้อช่วงหนึ่ง

ทีหลังก็ไม่ใช่ ก็ต้องให้เกียรติ ก็เป็นคนดีเหมือนกัน

น้องอาจจะมาก็อายุน้อยกว่าสามปีครึ่ง

พอที่จะมีการแข่งกันกับอาจารย์มากพอสมควร

อาจารย์เป็นพี่ก็รู้เรื่อง แล้วก็น้องเล็กก็ไม่รู้เรื่อง

แล้วก็น้องก็ต้องมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เพราะว่าเป็นน้องอายุน้อยกว่าสามปีสู้พี่ไม่ได้

เขาก็จึงตั้งเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นว่า เรื่องอาหาร

น้องว่าไม่กินเนย รำคาญเนย

เนยกินไม่ได้ ไม่ยอมกิน

ถ้ากินเนยว่าอาเจียน

เราต้องเข้าใจว่าเนยก็เป็นส่วนอาหารธรรมดาประจำวัน

เด็กหนักเรียนต้องมีเนยใส่กอก ใส่ขนมปัง

เอาไปที่โรงเรียนมากินอะไรช่วงที่พักอะไรต่าง ๆ

แล้วก็แม่ ก็พ่อ พยายามชักชวนน้องของอาจารย์

ให้ชิมเนย สักครั้งหนึ่งในชีวิต

เพื่อจะได้รู้ว่าที่จริงไม่ใช่ว่าไม่อร่อย

แค่ตัวเองรำคาญ พัฒนิสิทธิ์ที่ยังไม่รู้จัก

น้องก็มีความรู้สึกอยากแสดงถึงเอกลักษณ์ของตัวเอง

มันต่อสู้กับพี่ เป็นเด็กดื้อ

ต้องบอกว่า ผมกินเนยไม่ได้

แล้วก็มีวันหนึ่ง พ่อมาหาชนิดเนยที่น้องไม่รู้จัก

เอามาใส่บนจาม ไม่ได้บอกว่าคืออะไร

เอามาผสมกับอะไรอื่นๆ

แล้วน้องก็ไม่มีสติ ก็กินอะไรที่ไม่รู้จัก

แล้วก็กิน อ้าว นั่นคือแซ่บแท่

อร่อยจริง

ถามว่า แม่ นี่คืออะไร แม่บอกว่า นี่คือเนย

ในชะมะตัวเล็กอุบาย คงผู้มีประสบการณ์แล้ว

บางครั้งเราต้องชักชวน ต้องหาวิธี ดึงดูดความสนใจของเขา

เรียนความยึดติด เขาก็ยึดติดกับอัตราตัวตน

ยึดติดกับความคิดเห็นพระธิเศษ ที่ยังไม่รู้จัก

ผู้ปกครอง หรือผู้เป็นอาจารย์ หรือผู้เป็นพี่ ต้องหาวิธี

อันนี้ยอมรับว่า Bangkok Post ก็จริงอยู่ ที่เขียนรายงานว่า

ถึงที่สุดของพุทธศาสนาในสังคม ปัจจุบัน

ก็เขาบอกว่า พระไม่ฉลาดในการสอน พระต้องสอนทันสมัย

ต้องหาวิธี โอเคนะ อย่างนี้เรียกกันที่พ่อแม่ของตัวเอง

ก็หาวิธีเอาเนยมาให้น้องมาชิม แต่ไม่รู้สึกตัวว่าคือเนย

อาจารย์ต้องหาวิธีอธิบายพุทธศาสนา แต่ไม่ได้ใช้คำบารี

ไม่ได้ใช้ว่าเป็นศาสนา เพราะเขาจะลำคาด

รุ่นใหม่เขาตั้งเอกลักษณ์ขึ้นมา ไม่มีศาสนา

ถ้าเราบอกว่าเราอยากให้เขาลองศาสนา เขาไม่เอา

เราต้องพูดคนละอย่าง จริงอยู่ Bangkok Post ก็จริง

ก็บอกว่า ก็พระไม่ฉลาดในการหาทางที่จะสื่อสารศาสนาตัวเยาวชน

จริงอยู่ ก็ยอมรับ แต่ว่าไม่ใช่ว่าเยาวชนก็คิดเอาเอง

มันเป็นกระแสของสังคม ต้องดูว่าองค์ประกอบที่ทำให้เยาวชนเป็นแบบนี้มีอะไรบ้าง

ย้อนกลับถึงที่อาจารย์พูดว่า ห่างเหินจากธรรมชาติ ติดกับเกมอันดับหนึ่ง ติดกับเฟสอันดับสอง

ติดกับอินสตาแกรมอันดับสาม มีอะไรสารพัดอย่างที่เขาติดกับยี่ห้อ

ติดกับเงิน ติดกับตำแหน่ง ติดกับโชว์ โชว์ตัวเองว่าเป็นใยอะไรต่างๆ

ซึ่งเยาวชนก็ต้องถามตัวเองว่า มันมาจากไหน เขาเอามาจากไหน

ก็มาจากอิทธิผลแบบนี้ ที่จะคิดมีแต่ความเห็นเก็บตัวมันมาจากไหน

ก็คิดว่าศาสนาไม่ได้สอน แต่สังคมก็ไปทางนี้

องค์ประกอบของพันธาศาสนาก็มีมากมาย แล้วก็สังคมทั่วไปมีส่วน

จะโทษคณะสมอย่างเดียวไม่ได้

จะโทษเยาวชนอย่างเดียวไม่ได้

ก็ยอมรับว่าคณะสมอาจจะไม่ฉลาดพอ

ที่จะหาวิธีให้คนมากลับมาสู่ศีลธรรมบ้าง

ให้กลับมาสู่การรู้ตัวเองบ้าง

ให้กลับมาสู่การรู้จักธรรมชาติบ้าง

เราหลายสมัยจริงๆ แล้วไม่ถันเขาเป็นหลายอย่าง

แต่อันนี้ไม่ได้เปลี่ยนว่าลาวไปถูกทางของเราอยู่แล้ว

ทำสอนพุทธถูกทางอยู่แล้ว

แล้วก็ที่จริงหากว่าเรามีโอกาส มีสุบายอะไรสักอย่าง

ที่จะป่อนอาหารที่เขาไม่รู้จักบ้าง

มาชิมนิดหน่อย

คิดว่า เขาจะเจอว่า โอ้ ศาลศนาสอนแทร็บอีรีเนอะ

สอนคัท เจteryมเป็นหรอ

ก็ต้องเจอวันใดวันหนึ่งที่เหมือนน้องของตัวเองก็เจอเหนื่อย

ต้องไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ต้องถูกอ่านที่ไม่รู้จักปรณ์จากพ่อแม่ตัววิธี

ซึ่งหมายความว่าเราต้องหาวิธีที่จะเข้าทั้งคนได้

แต่อาจารย์คิดว่าวิธีพูดที่ไม่ต้องอ่างอิงทั้งคำบารีก็ที่จริงก็มีเยอะอยู่

แต่คนถนัดใช้บารีก็โทษไม่ได้ เพราะว่ามันกันกระชับที่สุด

ถ้าเราพูดถึงว่าใช้คำทั่วไปก็ได้อยู่ดอก แต่อาจจะเป็นทางอ้อม

เช่นวันนี้อาจารย์ต้องพูดยาวๆ ก็ใช้คำอ้อมเยอะๆ อะไรต่างๆ ที่จริง

ถ้าเราพูดแต่เรื่องภาษามากวิจการ ภูเตศึกษาในดาร์นี้เข้าใจกันเร็ว

เหมือนช่างที่กำลังสร้างโบสถ์ ถ้าช่างพูดกับสถาปนิกก็เข้าใจกันเลย

เพราะว่าพูดภาษาเดียวกัน เขาเรียนวิชาเดียวกัน

ฝ่ายหนึ่งก็เป็นฝ่ายคิด อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผลิต

เพราะง่ายๆ เขาก็มีวิชาเดียวกัน ก็สร้างศัตริยกรรมไทย

ไม่รู้ว่า เก่า Epoxy คืออย่าง มันไม่เคยใช้

ไม่รู้ว่าปูน Portland อะไร ก็ต้องถามก่อน

แล้วมันคืนดีว่า แล้วเข้าในเครือขายของเขามากน้อย ขนาดไหน

แต่สําหรับเขา มันจะเร็วตอนที่ว่า เขาจะสร้างวัฏสร้างบท

ให้ขึ้นได้ต่อการใช้ภาษาที่กระใช๊บของเขา ที่ตรงไปตรงมาของเขา

ถ้าแบบบุคคลที่สามมาดูจากข้างลPr какие เขาก็ไม่แปลให้เราเลย

เขาก็ก็ทำของเขา แดรวัตgamnew อีปปอลซี่ทําไม

แล้วขอบบูรรณพอร์ดๆ แรนด์อะไหลนก็ไม่เคยได้ยิน

มันเป็นความโง่ของ ช่างกับสาธาบันตร์หรือเปล่า

เป็นความโง่ของ บุคคลที่สามที่ดู พิจารณาเอา

ถ้าคนมีการฝ่ายต่อการศึกษาภาษาทางศาสนพุทธยังมีรากลึกๆในสังคมไทย

คำที่มาจากศาสนพุทธที่เป็นคำทั่วไปในประเทศไทยก็มี มีมากทีเดียว

หากว่าเราบอกว่าศาสนาของเราลาสมัย

เราบอกว่ามรดกธรรม มรดกวัฒนธรรม มรดกชีวิตของเราลาสมัย

ไม่เอาแล้ว เอาอยู่ได้ไหม

คิดว่าอยู่ได้ยาก เหมือนเราบอกว่าเราผติศิษย์สิ่งที่เราเคยอาศัยมา

แต่ว่าแทนที่จะเอาตัวนี้มาขยายความ มาคิดในแง่สร้างสรรค์

มาขยายผล มาทดลองในแง่ที่เราทำ

เรายังไม่เคยทดลอง หาวิธีมาเชื่อมกับสิ่งที่ยังไม่ได้เชื่อม

ให้มันได้ครบทั้งวิชา เรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องธรรมชาติ

เรื่องจิตวิทยา เรื่องตัวเอง เรื่องสังคมศาสตร์

เรื่องกฎหมายระบบสังคม ครบสามลักษณ์

ก็คิดว่าพุทธศาสนาก็ช่วยได้เยอะ

แล้วก็ที่จริงก็คนที่ศึกษาจริง ๆ

เกิดในประธิบัติ ภาชุบั refreshthai

ในยุคปัจจุบันที่ศาสนะกำลังจะตาย เหมือนที่เค้าว่ายังมีของกล่าวเยอะๆ ที่อาศัยได้

เพื่อยิ่ง閱กว่าเยอะดwheensch nucle вед

กว่าเดิมได้ เพราะว่า พันธุ์หายใหญ่ พันธุ์หายใหญ่ เช่น

ที่เราเจอปัจจุบันนี้ ทำไมน้ำมันแพง มันไม่ได้เป็นเรื่องการเมื่อง

มันเป็นเรื่องหลายอย่าง ที่เป็นการผลักเพียงของ

หนทางของสังคม ก็มีมากทีเดียว

ถ้าเรากลับมาสู่รักการที่เดิมของเรา ชีวิตตามธรรมชาติ

ชีวิตที่รู้จักตัวเอง ชีวิตที่ประกอบโดยศิลธรรม

ก็ง่าย รอดได้

คิดว่า วันนี้เห็นว่า พอสมควร แก่เวลา

ขออภัยถ้าได้พูดอะไรที่ไม่เหมาะสม

ขอให้อภัยด้วยความปรับธนา

คืออยากให้เราเข้าใจว่ามุมมองของพุทธศาสนามีมากทีเดียว

ที่จะประยุกต์กับสิ่งต่าง ๆ ที่เขาถือวัดทันสมัย ได้

เราเองก็มีบทบาทมากน้อยขนาดไหนไม่ทราบ

แต่เราเริ่มต้นกับหลักที่เราใช้อยู่ในวัดเรา

อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับตัวเอง แล้วอยู่โดยวินัย คือศิลธรรม

แบบนี้คิดว่า ศาสนาเราก็ทันสมัย

แล้วก็พยายามที่จะให้คนที่คิดคนละอย่าง

แต่รสชาติเองไม่ใช่ว่าเราบังคับ แต่เราให้รสชาติเอง

โดยวิธีไหนก็แล้วแต่เราต้องใช้ความคิดเพิ่มเติม

การแสดงธรรมในอย่างนี้เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ขอยุติอีวัง