Ringkasan dibuat dengan bantuan AI • Belum diverifikasi
Ceramah ini disampaikan dalam rangka memperingati hari kelahiran Luang Phor Chah, seorang guru meditasi terkenal, dan dihadiri oleh para bhikkhu di Wat Nong Pah Pong. Pembicara mengawali dengan menjelaskan makna pertemuan ini sebagai momen untuk mempererat kebersamaan dan menjaga kerukunan di antara para bhikkhu. Ia kemudian membahas upaya melindungi warisan ajaran Luang Phor Chah dari komersialisasi, menekankan bahwa ajaran beliau lebih menekankan praktik daripada sekadar membaca atau mendengar. Pembicara juga menceritakan pembangunan tugu peringatan di desa kelahiran Luang Phor Chah, yang dirancang untuk menginspirasi generasi mendatang, serta mengutip perkataan Luang Phor Chah bahwa orang suci bisa lahir di mana saja, sehingga kemajuan spiritual bergantung pada usaha dan kebijaksanaan, bukan tempat lahir. Selanjutnya, ia mengajarkan tentang kemandirian dan kebersamaan, bahwa praktik harus mengandalkan diri sendiri dan komunitas, bukan individu, serta pentingnya kerukunan dan berbagi peran. Pembicara juga merenungkan tentang menghadapi kesulitan dan kesabaran, mengajak untuk menerima ketidaknyamanan sebagai bagian dari latihan dan menghindari terlalu nyaman. Terakhir, ia menekankan pentingnya mengikuti jadwal dan disiplin di vihara, bukan mengikuti keinginan sendiri, sebagai cara melatih diri dan menyesuaikan diri dengan komunitas. Pesan utamanya adalah bahwa praktik Dhamma memerlukan usaha, kesabaran, dan kebersamaan, serta menghormati warisan guru dengan menghidupkan ajarannya dalam kehidupan sehari-hari.
ขออนุโมทนา พ่อออกไม่ออก
วันนี้เป็นวันสำคัญสำหรับวัดน้องพระพงษ์
ปกติก็มีการพัดชุมคลายวันเกิดของน้องพ่อชา
ปกติเป็นการพัดชุมสงฆ์
ให้เจ้าว่าทุก ๆ ลูกมาร่วมกันภึกษาหารือ
แล้วกับพระลูกวัดก็ไปด้วย
ปกติก็มีการพัดชุม บางครั้งที่โบร์ด
บางครั้งที่สารา
เพราะสาขาและจำนวนคณะสงฆ์ของวัดน้องพระพงษ์
ก็เพิ่มขึ้นช่วงนี้
จึงปกติเป็นวันที่ร่วมกันแบบใหญ่
ก็เป็นโอกาสสร้างสามัคคี
โอกาสมาเห็นหน้ากัน
ทั้งแต่สมัยลงพุชายังอยู่
คงจะเป็นธรรมเนียมกราบ
ทั้งก่อนเข้าพรรษา
โดยความเคารพนับถือ
แล้วก็ขอขมา
แล้วก็มีการแลกพระไป
ทางนี้ทางโน่นตามสาขา
ตามที่เหมาะสมจำเป็น
กับที่จะแยกย้ายกัน
กลับมาช่วยสถานที่ต่างๆ
ก็เป็นช่วงก่อนเข้าพรรษาพอดี
ซึ่งเป็นธรรมเนียมจนถึงปัจจุบัน
ก็เป็นโอกาสมาเดินทางได้ง่าย
เช่น
เราก็เจอครูบาอาจารย์ช่วงนี้ ก็ขึ้นรถกับท่านก็ได้
ไม่ต้องยุ่งยากอะไร เป็นการพัดชุมส่ง
แต่ในปีนี้ก็เป็นพัดชุม แค่คณะกรรมการพระเทระบริหารวัดน้องพระพงศ์
ซึ่งมีหลายลูก ประมาณ 10 กว่า ที่มีชื่อ แล้วก็ที่เป็นที่ปรึกษา
หรือพระทานกิตติมศักดิ์ ก็มีลูกปู่ศรี ลูกพ่อเลี่ยมเป็นต้น
แล้วก็มีการพัดชุมของ คณะกรรมการมรดกษ์ธรรมพระพุทธิญญาณเทรน
ซึ่งเป็นเรื่องผลงานของ พระเด็จประกุลลูกปู่
จะได้รักษาไว้ ไม่ให้มีการตัดลอกมาขาย
เอามาทำเป็นวัตถุที่จะมีตามตลาด
แต่เขาให้เป็นแค่
ธรรมธานแจกตามวัตถุ ตามลูกศิษย์
โดยไม่ได้เรียกร้องการบริจาค
ไม่ได้เรียกร้องการซื้อขายอะไรต่างๆ
ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ
มันไม่เฉพาะเฉพาะผลงานทางหนังสือ ราภา MP3
ก็มันมีผลงานอื่นๆ เช่นรูปอะไรต่างๆ
หรือแม้แต่สติ๊กเกอร์ที่เขามาทำสำหรับ
ติดรถของลูกศิษย์ต่างๆ
ก็ที่จริงก็
ถ้าไม่ได้ขออนุญาตพระเถระกรรมการ
สุนมรดกฎธรรมเห็นสมควรหรือไม่
มันเป็นอันว่าผิดที่จะติดรถ
เพราะว่าเราไม่อยากให้โรงปูชาได้ออกมา
ไปทางโลก
ขณะสองก็พยายามรักษา
ให้มันได้เป็นส่วนหนึ่งของ
ข้อวัดพฤธิบัติของพระพงธ์
คือว่าให้อยู่ทางธรรม
แทนที่จะอยู่ทางโลก
ที่เป็นเรื่องวัตถุนิยม
เรื่องเงินทอง
เรื่องยี่ห้อ
เรื่องชื่ออะไรต่างๆ
ซึ่งเล่นแล้วแต่เป็นลูกธรรม
ก็เราก็พยายามรักษาเกร็นศาล
จนถึงที่เราต้องนึกถึงว่า
พระคุณของท่านก็อยู่ที่ไหนจริง
แม้แต่ตัวอักษรท่านก็ยังตักเตือนอยู่ว่า
ปัญญาไม่ได้เกิดโดยการอ่าน ไม่ได้เกิดโดยการอ่างอิง
ทางภรรยธิธรรม หรือทางที่พ่อแม่ครูปอาจารย์พูด
แต่มันเกิดโดยการภัตติบัติ คือว่าการปูชา
อาจารย์ปูชาคือการเคารพ
จริงๆก็มันเกิดโดยการพระพฤติภัตติบัติของเรา
ซึ่งช่วงนี้ก็เป็นวันที่เราน้อมละลึกถึงพระคุณของท่าน
ก็มีช่วงที่มิถุนา 16 มิถุนานี้ 16-17
แล้วก็ช่วงมกราที่มีงานพฤติบัติ
แต่โดยสายเหตุโรคระบาดเข้ามาแทรกมาเป็นปีที่ 2 นี้
ก็มีการจัดการแบบง่ายๆ
ไม่ได้เปิดโอกาสให้สาธุชนทั้งหลายได้มาร่วม
ก็มีแค่กรรมาการแค่ปภชมที่จำเป็นที่จะหารือกัน
ก็จะได้รักษาวางแผนในกิจกรรมของวัดนוםภาพงศ์และสาข้า
ให้เรียบร้อยต่อเนื่องก็ปภชมกันเท่าจำเป็นแค่นั้น
ซึ่งทางพวกเราก็ได้คิดอยู่ว่าตอนบ waren 16.30
เขาจะไปที่ป้านก่อที่ชาธาสถาน
ที่พระริป Legal Please
ที่บัจฉริยานคือลงพระเรียมเรา ท่านได้อุตส่าห์สร้างขึ้น
เพื่อจะได้เป็นที่ระลึกถึงว่า ในหมู่บ้านป้านก่อ
ก็มีที่เกิดกำเนิดของบุคคลที่สำคัญ สมพุทธศาสนาในประเทศไทย
จะได้มีสัญลักษณ์แบบถาวร แต่แรกพระเด็ดพระคุณลงพ่อท่านก็
นึกถึงว่าจะสร้างเสาอสูกขึ้น แบบเสาอสูกเรารู้จัก
ลักษณะว่ามีหัวเป็นธรรมจักรบ้าง เป็นสิงธโธบ้าง เป็นโคกบื้อบ้าง
อะไรสัญลักษณ์มีความลากหลายอยู่ แต่เสาอสูกก็เป็นสัญลักษณ์
แห่งที่สำคัญทางสมัยพุทธกาล คือที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จไป
ไปสอน หรือไปพัทธับยูอะไรแล้ว แต่ก็มีหลายที่ในชมพุทธวีปอินเดีย
แต่ไม่สมควรที่จะเอาสัญลักษณ์มาผสมกัน
คือว่าสัญลักษณ์ที่เป็นธรรมจักรเป็นต้นกับเสา
ก็หมายถึงว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาที่นี่
แล้วมันไม่ถูกถ้าจะเอามาตั้งขึ้นที่บ้านเกาะ
แต่เราก็ได้ภึกษาหรือกันพระเด็จพระคุณลุงพ่อ
ท่านก็หมอบหน้าที่ให้ลุงพระอเนกได้ออกแบบ
ท่านก็เอาสัญลักษณ์อุบลมาใช้เป็นดอกบัว
ดอกบัวแกะสลักเป็นหิน ปนเสา
เสาก็ได้ประมาณ 12-14 เม็ด
ก็มากกว่านั้นทำในที่ชุมชนไม่ได้
เพราะมันมีเรื่องความพลอดภัย
ก็จึงได้รับอนุญาตแค่นี้
เราก็ได้ทำตัวอีกความอุตสาหlichkeit
เพี้ยงมาหลายปีก่อนจะได้เสร็จก็หลายปีจริงๆ
แล้วก็การแกะสลักหินก็ไม่ใช่ง่าย
ตอนที่ได้ชลองจริงๆก็ตอนที่ได้
เปิดสถานที่ชาติศ exposure 100 ปี
พอดีก็ถูกจังวะครบ 100 ปี
ชาตการของการกำเนิдของพระเด็จพระคุณลุงพ่อชา
ก่อนต้นต่าน отноจะไปที่โน้นก็เราจะนั่งสมาธิ
แล้วก็สวดมล สวดพรรภฤทธิ์ น้อมระลึกถึงพระคุณของลงพ่อชา
พระพุทธิญาณเทรนดร์ พระธิปฏิพูชา
เป็นโอกาส ปีที่แล้วเราได้พากันทำอย่างนี้
สองปีก่อน รู้สึกว่า มีครูบาอาจารย์ยังเยี่ยมอยู่
ช่วงนั้นก็มีลงพ่ออำมาโร ท่อทิจำได้ที่เราเคยไป
ครั้งหนึ่งลงพระจันทร์ดีพร้อมกัน
แต่ส่วนมาก
พระเถรเราะที่หวัดลงพระพรงศ์
ก็เอาสัญลักษณ์เจดี คือสถานที่
ธรรมเพิ่งสบของพระฤทธิ์พระคุณลงพ่อชา
เอาสัญลักษณ์นี้เป็นหลัก
แต่สำคัญจนที่ว่า ชา LAKEpeople
ก็มีเครื่องหมาย แล้วก็เป็นที่เคารพด้วย
เพราะว่ามันจะสร้างความผุกพันกับรุ่นหลังด้วย
หากว่าในสถานที่ที่บุคคลที่สำคัญ
สำหรับศาสนาด recoil thai
ก็หากว่าในสถานที่นั้นจะมีรานคายของ
หรือบ้านส่วนตัวมาเกิดขึ้น
ข้อที่หลังคนก็ไม่สำนึกถึงว่าในทงทิลของเรา
ที่เป็นที่บ้านของเราเองก็มี
ความสำคัญเกิดขึ้นได้ บุคคลสำคัญ บุคคลพิสิทธิ์
ผู้มีปัญญาจนที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก เกิดขึ้นได้ในท้องทิศของเรา
ซึ่งมันเป็นการสื่อสารให้ร้นหลังในกำลังใจพอสมควร
คือว่าไม่ใช่ว่าเราก็ต้องเกิดในที่กรุง หรือในที่เมืองนอกอะไรที่มีชื่อเสียงอะไรต่างๆ
ก็ชื่อเสียงเกิดโดยการกระทำของเรา
หากว่าเราก็เป็นคนที่ตั้งใจพระพฤติพฤติบัตร
ทำให้มันได้เต็มความสามารถ
แล้วเกิดที่ในก็ได้
จะได้เกิดความสำคัญในที่นั้น
แล้วก็เกิดความที่เป็นที่ภาคภูมิใจ
สำหรับคนในที่นั้น
พระเด็กประคุณลงพระชาติท่านยังได้พูดอยู่ว่า
ช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็ไม่เคยได้ไปประเทศอินเดีย
ท่านก็ไม่เคยได้ไปแสวงบุญที่ สังเวชชะเนียสถานสี่
อาจจะเป็นเพราะสาเหตุหนึ่ง แล้วก็ในสมัยนั้นก็ยังไม่ได้เป็นที่ง่าย
ที่จะมีการปินไปเหมือนปัจจุบัน จากกรุงเทพไปสังเวชชะเนียสถาน
แต่ก่อนก็ไม่เคยมีไฟล์ แล้วก็แพง แล้วก็ไม่มีบริษัททัวร์
ความเจริญมาไม่กี่ปี เจริญของที่ท้องเที่ยวต่างๆ
ซึ่งมันมีที่ท้องเที่ยวแสวงบุญที่อินเดีย
คือสมัยลงโพชาอย่างแข็งแรง ก็ท่านไม่เคยได้ไป
แต่ว่าท่านให้เหตุผลบอกว่า พระพุทธเจ้าเกิดที่ประเทศไทยไม่ได้หรือ
ซึ่งท่านไม่ได้พูดถึงตัวปุคคลที่เป็นตามภาพวัฒนศาสตร์
ไม่ได้หมายถึงว่าสมณะกุฎมที่เกิดในที่ประเทศเนปาน
สมัยอินเดียเนปานอันเดียวกัน
แต่ว่าท่านพูดถึงพุทธคือว่า
พูดที่ได้ความรู้ยังครอบทวน ในปัญญา ในตรัสรู้
ซึ่งธรรมะไม่มีกิเลสเหลือ
พระเจ้าพระคุณลงพระ animalesเช้าท่านบอกไปว่า
ปุคคลแบบนี้จะเกิดในที่ประเทศไทยไม่ได้หรือ
ซึ่งเป็นการตักเตือนให้เราได้มีความสำนึกถึงว่า
เราเกิดที่ไหนก็ตาม
มันขึ้นอยู่กับภัฒนาธิป民ของเรา
ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเรา ความภาคเพียรของเรา
ขึ้นอยู่กับธรรมะที่อยู่ในใจของเรา
จะอยู่ที่ไหนก็ตาม
เมืองนอกก็ตาม
อินเดียก็ตาม
ประเทศไทยก็ตาม
ในกรุงก็ตาม
ตามชนบทก็ตาม
มันขึ้นอยู่กับพฤษภาษณ์
จึงฝากไว้ให้พิจารณาวันนี้
ก็วันที่น้อมระดึกถึงพระเด็จพระคุณพระพุทธิญญาณเทรา
วันนี้บรรเกิดลงพ่อชาจิงนะ
เมื่อวานนี้เป็นวันที่ร่วมกันที่พระพงษ์
วันนี้ก็ครบ 103 ปี
ก็เมื่อวานนี้เราได้นั่งที่บ้านก่อในชาธสถาน
โดยความเงียบนานพอสมควร
ตอนถึงคำเราก็มีสวดพระพลิตสริมงคล
ก็เป็นการซำนึกถึงพระคุณของพระแม่คุพธิburseío
พวกเราก็รู้จักท่านโดยสื่อต่าง ๆ
โดยการเล่าให้ฟังของลูกศิษย์พระแม่คุพธิosphericen
ยังอยู่
วันที่นี่จุงงานพรรทธิวันน้องพระฌูที่วันวัดน้องพระพงษ์
ท่านก็เล่าให้ฟังว่า
วิธี
ปฏิหารสงฆ์ของน้องพ่อชา ท่านก็เน่นเรื่องสามัคคี
เน่นเรื่องการแปลงปั่นหน้าที่ต่างๆ ไม่ได้เอาเฉพาะตัวปุกคนเป็นใหญ่
แต่เอามูขณะเป็นใหญ่ ยิ่งช่วงที่ท่านหมอบชั้นทะ
หมอบหน้าที่ให้รุ่นหลัง ช่วงที่ท่านเริ่มเป็นอามพฤษ อามภาค
มีการผัดชุมครั้งหนึ่งที่ทำแสงเพชร ช่วงพรรษาสุดท้ายที่ท่านอย่างแข็งแรง
ท่านก็หมอบหน้าที่แล้วก็บอกไว้ว่า ตักเตือนว่าต่อไปนี้
ท่านต้องเพิ่งพิ่งตัวเอง เพิ่งพิ่งมูขณะ
อย่าเอาบุคคลใดพุทธหนึ่งเป็นใหญ่
ก็ช่วยกันทำหน้าที่ในข้อวัด ปฏิบัติแต่ละคน
ซึ่งตรงกับที่พุทธโอวาสสุดท้าย
ก่อนที่พระพุทธเจ้าธรรมภารินิพพานก็มีการบอกแก่พระอนุลไว้ว่า
อนาคตจะไม่มีพระศาสดาแทน
พระพุทธเจ้ามีแต่พระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทน
คือว่าเอาระบบเรื่องศีรธรรม เรื่องการภัทธิบัติ
เรื่องการจัดการแบบเรียบร้อย เอาตัวนี้เป็นหลัก
มันเป็นธรรมนูญที่เราจะอยู่ได้
ไม่ได้ขึ้นกับตัวบุคคล แต่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคนที่จะรักษาให้เกียรติ ขวาวัฒน์ พฤติบัติ
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เราถือว่า เป็นมรดกของพรหมายกุปอาจารย์
ที่เราต้องถือว่าโชคดีที่ลงพรรชาธน์ ธนได้อบรมศิษยานุศิษย์ให้พึ่งพิงขวาวัฒน์ พฤติบัติพึ่งพิงตัวเอง
แม้แต่สมัยที่ท่านยังอยู่ ท่านเปิดโอกาสให้หลายลูกมาหาประสบการณ์
มารับผิดชอบตามสาขาเป็นต้น หรือชาวต่างชาติ
ท่านมอบให้ดูแลตัวเองที่วัดปรรณานาชาส ส่งปัญหารสิบแปด
ท่านก็ยังแข็งแงง ยังไม่ได้ไปอังกฤษ
ท่านคิดว่าให้ชาวต่างชาติ ให้ลงพระสุมมติโทษได้ฝึกเป็นผู้นำด้วย
จะดีหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบ แต่ว่าการฝึกตัวก็เป็นสิ่งที่ท่านไว้ใจว่า
ให้เขาฝึกกันและกัน ให้อบรมซึ่งกันและกัน ต่อความถนัดของแต่ละคน
มันมีหลายข้อที่เด่น ที่รู้สึกว่าลงพระชาติท่านได้ทำเพื่อรุนหลัง
ไม่แต่การเทศอะไรต่างๆ ท่านก็ให้พระหนุ่มๆ หรือพระเทราใหม่ก็ได้แสดงออกบ้าง
ไม่ใช่ว่าเฉพาะท่านเอง ก็เป็นธรรมดาว่าท่านก็มีชื่อสุข
prawdวก parch обсีง ก็มีภัทธิปานเป็นพิสิทธิ์ในการแสดงทํา
แต่ทั้งกับฝึกให้คนอื่นได้แสดงออกเฉยเดียวกัน
หรือที่เรามีการแต่งปรรณกันในหน้าที่ในวัด
เฉยcarbon incluent ก็มีจารนาที ห้องคลังจารวนพลังที่เรื่องน้ำเรื่องไฟ อะไรต่างๆที่มันแปลงปรรณกัน
ที่พระพรหมอย่างชัดอยู่
ก็เป็นระบบช่วยกัน ช่วยกันรักษา รักการ
หรือไม่แต่เรื่องที่เราถือว่าเรื่องธรรมดาๆ เช่นกันธรรมชาติ ธรรมเย็น
ที่เราทำโดยกันก็เป็นสิ่งที่สร้างสามัคคี
สร้างความสัมผัสกับอารมณ์ของตัวเอง หรืออารมณ์ของผู้อื่นด้วย
ซึ่งมีบทเรียนเยอะ ๆ ที่เราจะได้รับจากสิ่งเหล่านี้ได้
มันก็ต้องอยู่กับคน คนที่อาจจะไม่เหมือนที่เราคิด
จะหาใครในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ
มันนาน ๆ ที่มันจะมีโอกาสมาเจอ
และพวกเราก็ไม่ได้เจอลงพ่อชาที่เป็นตัวอย่าง
เราต้องหาความเป็นตัวอย่างในแต่ละบุคคลที่เราเจอตามที่เรามี
เช่น ดูนิสัยของแต่ละคน ต้องมีอะไรสักอย่างที่น่าชื่นชมกับแต่ละคน
ไม่ใช่ว่าเราจะตำนี้ตีเตียน ซึ่งกันและกันจนไม่เหลือ
จนจะแตกแยกกัน แยกทางกัน
ก็ต้องหาทางที่จะมองซึ่งกันและกันในแงบดี
หรือความตั้งใจดี
หรือในทางที่จะเป็นส่วนที่ ที่เราพออนุลมได้ พอปรับตัวได้
ก็มีที่ได้สนทนา ที่ได้ถามถึงรมพชาหลายครั้ง
ที่เรามีโอกาสมาถามถึงว่า สมัยนั้นเป็นยังไง
จะมีเรื่องการยังไม่เจริญ เรื่องการยังไม่พัฒนา
เช่น สมัยนั้นก็ต้องมีความอดทนพอสมควร
น้ำก็ต้องตักจากบ่อน้ำเช่นที่เคยทำที่นี่เหมือนกัน
แล้วก็รถยนต์ก็แทบจะไม่มี
ถ้าจะไปไหนก็นานๆที่ก็มีโอกาสมานั่งรถสองแถวรถพลิกอัพ
ไม่ใช่ว่ามีรถตู้ปรับอากาศ
ไม่ใช่ว่ามีเครื่องบิน
ก็มันอยู่ระดับของ 30-40 ปีก่อนก็มันคนละอย่างกับปัจจุบัน
แต่พอดีช่วงนี้ที่เป็นช่วงที่เราเผชิญปัญหาเรื่องโรคระบาด
ส่วนหนึ่งเราก็มีเหมือนกันที่เราก็ต้องถือว่าไม่สะดวก
หรือที่จำเป็นที่จะสำรวม
จำเป็นที่จะลดลงเรื่องการกระทำแล้วก็ที่อาจจะลำบาก
ก็ต้องสำนึกถึงว่าแต่ละยุคแต่ละยุคก็มี
หากว่าเราไม่ริกเลี้ยงสิ่งที่ลำบาก
หากว่าเราไม่ลิกเลี้ยง สิ่งที่เราต้องมีความอดทน
แต่ละยุค แต่ละรุ่น ก็ผฎิบัติได้
มันขึ้นอยู่กับระดับของแต่ละคนว่า จะมีความลำบากแบบไหน
เพราะว่าระดับมาตรฐานของคนในยุคปัจจุบัน
ที่คุ้นเคย ที่จะสื่อสารบ้าง อะไรที่จะมีการจองนี่จองนู้นโดยอินเตอร์เน็ตบ้าง
สำหรับเขาก็กันทรมาน คือว่ากันสละมือถือ แค่นั้นก็ทรมาน
ภายในห้าสิบปีรุ่นนี้จะเล่าให้ลูกหลานของเขาฟังว่า โอ้โห สมัยโน้นมันทรมานแบบนี้แหละ
สิ่งที่ลำบาก แต่ละรุ่นก็มี แต่ละรุ่นก็มีความไม่สะดวก
จึงเราก็ต้องเปิดโอกาสให้เราเองได้รับสิ่งที่ลำบาก สิ่งต่างๆ ตามมีตามได้
ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละคนที่ต้องพึ่งพิ่งความพร้อม พร้อมของตัวเองว่ารับได้ ทำได้ เสียสละได้
แต่ก่อนสะดวกมาก ตอนนี้ก็สะดวกอยู่ แต่ว่าไม่สะดวกมาก
จึงก็เป็นเรื่องที่ช่วงนี้ก็ต้องดูอารมณ์ของตัวเอง
หากว่าเราไม่ได้ตามปรารถนาก็เป็นเรื่องอบรมใจของเรา
คำสอนแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าหารายง่าย
ส่วนมากก็เป็นเรื่องการให้คนได้ตามปรารถนา
แม้แต่สายวัดอะไรต่างๆก็บางครั้งก็
คนก็อยากได้บุญ อยากได้สิริมงค์
คนไม่อยากได้ฟังเรื่องความแก่เจ็บตาย
ไม่อยากได้ครูปะอาจารย์มาตักเตือน
เขาอยากได้เข้ามาโดยความสิริมงคล เป็นบุญ อะไรต่างๆ
ซึ่งได้อยู่ดอกแต่ว่า ความจริงก็
ความแก่เจ็บตายมันมารอเรา
แล้วก็การที่เป็นสัจธรรมก็ ใครก็ฟังลำบาก
เรื่องที่ออกจากกรรมคุณ เรื่องที่ออกจากความรัก ความชอบอะไรต่างๆ
ก็บอกแต่ยาก ซึ่งเราต้องขอบคุณพระเด็ก พระคุณพระพูดิญญาณเทรน
รวมพระชาว่าท่านก็สอนตรงไปตรงมา เหมือนที่กล้าพูดเรื่องความทุกข์
เป็นเอกลักษณ์ของสายวัดป่า ที่กล้าพูดเรื่องความทรมาน
ทรมานตน ไม่ใช่ว่าทรมานตนแบบเปล่าไปอยู่
เกิดความรู้ เกิดความเข้าใจ
เกิดการที่จะต่อสู้กับกิเล
ก็อันนี้ต้องขอบคุณพระมัยกุปาจารย์
ที่ผ่านอุปสรรคหน้านับอาการ
จนจะบอกเราได้ว่านี่
ระวังอย่าให้สะดวกสบายเกินไป
อย่าลืมตัวตามอารมณ์ที่ชอบ
ต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบบ้าง
ซึ่งเป็นที่ถ้าจะดูคำสอนของพระเด็กประคุณรังพชา
ก็มีเรื่องนี้เยอะ ๆ
แม้แต่เรื่องการภาวนาเราก็พยายามที่จะจัดการ
ให้มันได้สะดวกสำหรับเรา
เวลาไหนที่เราสะดวกนั่งก็อยากนั่ง
เวลาไหนที่สะดวกเดินก็อยากเดิน
เวลาไหนที่สะดวกและอยากพักพรก็อยากพักพร
แต่กำหนดการของวัดน้องพระพงษ์ที่ลงพชาวางไว้
ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เป็นการปังคับภายในตัว
ให้มันทำตามตาราง ไม่ใช่ว่าทำตามใจ
ซึ่งมันไม่ใช่ว่าอิสระเท่าไร
มันเป็นการใช้ การปีบปังคับ
ทำหน้าที่ในข้อวัด ปฏิบัติแต่ละคน
ให้มุคคณะปรับตัว
ซึ่งกันและกัน แต่ละคนในมุขนัดต้องปรับตัว
เป็นการสอนอบรมบมนิสัย
ซึ่งเราก็ได้นึกถึงท่าน
โดยความขอบคุณ โดยกระตัญอยู่
เราได้มีคำสอนแบบนี้ที่ใช้ได้
จนถึงแต่ละรุ่น แต่ละรุ่น จะได้ประสบการณ์เฉพาะ
ตามระดับ ตามความมอบสม
ของแต่ละรุ่น ของแต่ละยุค แต่ละสมัย
ขอให้คำสอนของท่านได้อยู่อีกนานๆ ยิ่งๆ ขึ้นไป
เพื่อจะได้อบรมใจของพวกเราทั้งหลาย
ในหลายแง่ หลายประการ แล้วก็หลายรุ่นด้วย
ถ้าได้ไม่ได้หยุดแค่นี้