Ringkasan dibuat dengan bantuan AI • Belum diverifikasi
Ceramah ini disampaikan oleh Ajahn Kevali pada Hari Asalha Puja, yang memperingati khotbah pertama Buddha. Pembicara menekankan pentingnya kesungguhan dan kejujuran dalam praktik Dhamma, serta mengajak pendengar untuk melakukan introspeksi dan menghindari ekstrem dalam kehidupan sehari-hari. Ia membahas bahaya kemelekatan pada kenikmatan indra dan pentingnya melihat bahaya di masa depan, serta merenungkan tentang usia tua dan penyesalan. Pembicara menjelaskan bahwa praktik bagi umat awam tidak harus ekstrem, melainkan dengan penuh perhatian, menjaga sila, dan melakukan perbuatan baik tanpa menyiksa diri. Ia juga menekankan pentingnya menjaga kesehatan mental dengan tidak mempraktikkan asketisme berlebihan. Dalam penyampaian Dhamma, ia menyarankan keseimbangan antara menakut-nakuti dengan penderitaan dan berbicara tentang surga agar orang tertarik berlatih. Selanjutnya, ia menguraikan Jalan Mulia Berunsur Delapan, terutama pentingnya pikiran benar yang bebas dari niat buruk dan kekerasan, serta usaha benar untuk mengembangkan kualitas baik. Ia juga menjelaskan tentang perhatian pada tubuh, perasaan, pikiran, dan fenomena, serta konsentrasi yang mendalam untuk mencapai kebijaksanaan. Ceramah ditutup dengan ajakan untuk berlatih dengan sungguh-sungguh, menjaga keseimbangan, dan mengingat bahwa praktik Dhamma akan membawa manfaat besar dan dunia tidak akan kosong dari para praktisi.
ผมขอโอกาสท่านอาจารย์สังวัลและพระเถระ อนุเถระ พระภิกษุ สงฆ์ และขอเจริญพร จรรย์ธรรม จรรย์สุข เกะ ญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา
ทุกท่านและคนนุ่มๆ ยวชนที่มากับพ่อแม่ด้วยทุกคน
วันนี้เป็นวันอสารหาปูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา
จะว่าสำคัญที่สุดก็ใช่อยู่ส่วนหนึ่ง ก็จะว่ายังไง ก็วันที่ตรัสรู้สำคัญกว่า
ในแง่หนึ่ง แต่สำหรับพวกเราที่เป็นพุทธศาสนิกชน
วันอสารหาปูชาที่พระพุทธองค์แสดงพัทธมเทศนา ก็สำคัญที่สุด
เพราะว่าท่านก็มีตามมาสอนเรา มาสอนศิษยานุศิษย์ ร่วนหลัง
แต่แรกเราก็ทราบกันอยู่ว่าท่านคิดว่ามันมันคงไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะว่าคนก็ไม่พร้อม
ก็มีส่วนก็เพราะว่าคำสอนของพระพุทธองค์ก็เป็นเรื่องความจริงใจ
แต่ละคนก็ต้องพร้อมในการฝากตัวกับสัจธรรมคือความจริง
หมายใช้ว่าทำเล่นๆ ก็
ถึงแม้ว่าบางส่วนของพฤธภาษณ์ที่พระพุทธองค์เสนอในธรรมจักรปวัตนสุ� park
เป็นมาตรฐานทั่วไปได้อยู่
แต่แม้แต่ของที่เราถือว่าเป็นมาตรฐานทั่วไปก็ยังพฤติปัตยาก
เช่น เรื่องศีรธรรมก็เป็นส่วนนึง
ก็ที่บางคนก็ไม่อยากจะได้ยินเรื่องนี้
บางคนก็ไม่พร้อมที่จะรักษาจริงๆ
เพราะกิเล็ดของเราก็มี แล้วก็เกิดมา
เพราะว่าเรามีโลภะ ความต้องการ ความไข้กำหนัก
โทษะ ความรำคาญ โกรธ
มีอารมณ์ที่งุดงิด แบบกาวราว แล้วก็โมหะ
การไม่อยากยุ่ง อยากอยู่สบายๆ นอนลับทั้งวันทั้งคืนก็มี
คือว่าเราก็เกิดมาตัวไอ้กิเล็ด
แล้วก็กิเล็ดนั้น แต่ละคนก็มีผสมไม่เหมือนกัน
แต่ละจริตนิสัยก็ไม่เหมือนกัน
เราต้องมีความจริงใจ ที่จะสำรวจตัวเองว่า
เราก็มีอะไรบ้าง ที่เป็นจุดที่ยังอ่อนของเรา
เป็นจุดที่เรายังไม่เข้าสู่เกณฑ์ มาตรฐาน
แต่พอดีพระพุทธองค์ ท่านก็บอก
เครื่องมือในการภาธิบทัศน์ไปด้วย
ท่านบอกศรัชนธรรม แล้วก็บอกวิธีภาธิบทัศน์ด้วย
เช่นที่เรารู้กันอยู่ว่า อริยมักมิritoงแปด
ก็ที่จริงก็แต่ละข้อใน ธรรมชกพวัตตานาสู่ล
ที่เป็นภัทธมเทษณะ ที่พระพุทธองค์แสดงในวันนี้
ก็ใช้ได้สําหรับการพัทธิพ роз แต่ท่านสลุกเองให้เราภัทธิพรตัมพทธิพรทหา
คือว่าสายกลาง ก็ถ้าฟังแล้วก็มันเกี่ยวข้องกับ
ที่พระพุทธองค์สอนไว้ว่า อย่าเอารุ่นแรงเกินไป
อย่าเอายอดเกินไป เอาแบบพอดีๆ
แต่การพอดีๆ ไม่ใช่ว่า ก็แบบสบาย-สบาย
มันเป็นการพอดีๆ แบบเอาจริงเอาจังสำหรับเรา
คือว่าเราก็ต้องรู้อยู่ว่า
เราควรจะปรับตรงไหน ตรงไหนที่มันอ่อนเกินไป
ตรงไหนที่มัน...
และคนที่รู้จักตัวเองก็เป็นคนที่มีปัญญา ที่มีสติ
ก็ถ้าเรามีสติ เรามีปัญญา
แล้วที่จริงก็พฤธิปทา
ทางพุทธศาสนาทำได้ง่าย
เราก็ช่างสังเกต สังเกตตัวเอง สังเกตความจำเป็นกับบริบทที่เราอยู่
กับสถานการณ์ชีวิตของเรา เราช่างสังเกตถ้าเรามีสติ เรามีปัญญา
แต่ปัญญาสูงสุดก็อาจจะยังไม่ถึง แต่ว่าปัญญาพอที่จะหาฮนทางชีวิตได้
แต่ว่ามาตรฐานก็บางครั้ง เราก็ไม่ได้เทียบกันเท่าไหร่
ก็บางครั้งก็เราอยู่นานๆ แล้วก็ลืมว่า ต้องเช็คดูว่ามันถูกไหม
บางครั้งเราทำโดยนิสัย แล้วก็บางครั้งเราคิดว่าตัวเองถูก
แต่มันเริ่มที่จะคลาดเคลื่อนจากความถูกต้อง
จึงในพุทธศาสนา เราต้องมีการตรวจสอบตัวเองอยู่ตลอด
ต้องจริงใจเป็นหลัก ก็ต้องมีสัจจะ มีความจริงกับตัวเอง
ต้องสำรวจปฏิเหตุเกิดขึ้น ก็มีหน่วยงานที่จะหาลักฐาน
แล้วก็หาสาเหตุเพราะอะไรรถมาชน
หรือปัจจุบันก็มีเครื่องบิน มาที่ประเทศอินเดีย
อาจารย์ก็ทราบว่าเพิ่งไปอินเดีย แล้วก็ตกใจ
เครื่องบินขนาดนี้ก็ตกได้ แล้วเขาก็เป็น 3-4 อาทิตย์
แล้วก็เขายังกรรมวินิตร quase yet to complete
พบว่าสาเหตุไหนมันตก แต่แบบที่จริงว่าเป็นหน้าที่
เราทิ้งไม่ได้ เราก็ต้องเช็คดูว่าถ้ามีการผิดพลาดเกิดขึ้น
ต้องเช็คดูว่ามันสำรวจ แต่ไม่ใช่ว่าเพื่อจะแผงโทษ
หรือไม่ใช่ว่าเพื่อจะได้มีความรู้สึกอากุศล แต่เพื่อความสร้างสรรค์
เพื่อการพัฒณา เพื่อการรู้จากจุดออก เสริมตัวนี้ได้
เช่น อาหาก semiconductor จะได้ปรับปรุงแก้ไข
แต่ว่าถ้าเป็นตัว ธรรมดา ริมทาง ก็พอปรับได้
ถ้าเรามีสติ มีปัญญาเป็นธรรมดา
ในชีวิตประจำวัน
สำหรับคนที่มีความจริงใจ จึงไม่ต้องพูดอะไรมาก
แต่ส่วนมากคนก็คิดแบบง่าย ๆ
คิดแบบมักง่าย ก็หลงทางที่สะดวกสบาย
เช่นที่พระพุทธองค์ เริ่มในธรรมจักรปวัตตานสุทธิ์
คือ พฤติปัทธามีหนึ่ง ก็ กรรมสุกริกานุโยโค คือว่า กันหลงกับกรรมขุน
ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่น่าพอใจ ทั้งตาหู จมูก ลิ้น ใกล้ใจ
ที่เราชอบมาบริโภค ชอบมาปันเทิง
เอามาใช้เพื่อความสนุกสนาน
แต่ที่จริงไม่ใช่ว่าพระพุทธองค์ ห้ามเด็ดขาด
แต่ท่านบอกว่า ต้องอยู่ในเกณฑ์พอดี
อย่าทำอะไรรุนแรง อย่าทำอะไรที่มีพิษ มีภัยความเสียทีหลัง
เราก็ต้องคำนวณ แค่นี้ก็ต้องใช้ปัญญาแล้ว
เพราะว่าเช่น ถ้าเราอยู่ในทรัพยา�m เป็นผู้ใหญ่
ก็เรามักจะมีปัญญาพอที่จะมองเห็น
ภัยอันตรายสำหรับเยาวชน สำหรับเด็กได้
แต่หากว่าเราจินทนาการต่อไป
หากว่าเราอายุ 80-90 หนึ่งร้อยปี
หากว่าเรายอดหลังถึงช่วงปลางกลางชีวิตของเรา
อาจจะมีคำแนะนำยอดหลังอยู่ว่า
ถ้าเราเอาชีวิตอีกรอบหนึ่งได้
เรามักจะได้เสริมตัวนี้ แล้วก็ละทิ้งส่วนนั้น
เพราะว่าไม่จำเป็น หรือมันผ่าเราในทางที่ไม่ได้เป็นเกณฑ์ศาล
ถ้าเรานึกในแง่นี้ ทุกคนไม่ใช่ว่ามีเฉพาะสติปัญญาแบบประจำวัน
แต่ว่าทุกคนต้องเป็นนักปรากฏ สามารถที่จะเข้าลึกถึงการกระทะ
แล้วที่พระพุทธองค์บอกว่า กามสุขานิคคานุโยโค คือการหลงทางในความเผลอเบลือนสนุกสนาน
ตามอัยะถนน้า 6 ตามสิ่งที่ได้สัมผัส ตรงต่อตาหู จมูก ลิ้น ใกล้ใจ
หากว่าเราก็หลงง่าย บางครั้งก็ต้องปรับนิดๆ ล encry holidays
เราก็ต้องดูว่าควรนึงมัยควร ยังคงจะมีผอมไหม บางครั้งแค่นี้ก็ใช้ได้
นี่ เช่น ถ้าเรามีสรรพยากรจำกัด เงินทองจำกัด
ถ้าเราไปช็อปปิ้ง ไปเรื่อยๆ ถ้าเราทำเกินไป
แม้ว่าสนุกในการช็อปปิ้ง เขาก็ต้องจ่ายที่หลังเป็นต้น
ชีวิตประจำวันก็มีแบบนี้เยอะๆ
แต่ลึกๆ เราควรจะนึกถึงว่า
เรื่องความเกิดเก youtเจบตาย
เช่น เราก็รู้อยู่ว่าสุขภาพ ปัจจุบันเป็นสิ่งที่เราควรรักษา
ควรจะให้เกียรติ ควรจะมีการ เช่น เรื่องการต้องกินข้าวเหมือนพระ
เราก็กินเพื่อจะพัฒนาศาสตร์กลางไม่ได้ ก็ไม่ได้ทานข้าวเพื่อสุขภาพ
แต่ทานข้าวเพื่อความอเร็ดอร่อย ก็มีนานประการที่เราไม่ได้มีมุมมอง
กับคนที่พร้อมที่อายุพอที่จะเห็นภัย เห็นอันตรายในชีวิตได้
เช่น หากว่าเราจินทนาการเอาว่า หากว่าเราเองก็อายุ 90 เราก็ย้อนหลัง
ก็สิ่งที่เรากำลังทำปัจจุบันเป็นที่เหมาะสมไหม
หากว่าเราถึงเวลาที่เราเห็นการสิ้นลงของอินสีต่าง ๆ คือพลังของชีวิต
หากว่าเราเห็นพลังของชีวิตนั้นของเราให้เสื่อม
เราก็อาจจะคิดเสียดายที่เราไม่ได้เก็บไว้บ้าง
ไม่ได้รักษาสิ่งที่เป็นพลัง
ที่ใช้ได้ในช่วงวัยหนุ่มๆ
วัยปานกลาง วัยที่ยังมีกำลัง
หากว่าเราได้หย่อนหลัง
ก็เราอาจจะเสียดายเป็นบางส่วน
หรือเรื่องนามธรรมยิ่งหนัก
ในหากว่าเราไม่เคยได้คิดลึกซึ้งกับบุญบาปอะไรต่างๆ ในชีวิตของเรา
อาจจะเสียดาย โอ้ ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว
แล้วก็กันจำกัดมากๆ แต่ตอนนี้อยากจะทำอะไรหลายอย่าง
แต่ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เต็มประโยชน์ต่อจิตใจของบุคคลอื่นที่เราเคารพ
แต่ทำไม่ได้แล้ว เราต้องว่าเราวางตัวถูก
กระทำโดยความขี้เกียจไม่มี
ก็พูดขี้เกียจไม่ได้การ
มีการกระทำอยู่แล้ว
ขออภัยใช้ภาษาผิด
การกระทำโดยขี้เกียจไม่มี
เพราะว่าคนขี้เกียจไม่ได้ทำอะไร
แต่ค่ะ หากว่าเราอยู่ในสภาพที่จำเป็นที่จะนั่งนิ่ง
หรือนอนบนเตียง
เราอาจจะคิดว่า โอ้ ช่วงที่เรายังสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง
ก็เราไม่ได้ทำเสียดายบางครั้งก็เป็นแค่เรื่องเวลาเช่นบางครั้งก็อายุมากแล้วก็ลูกหลานเลนก็มีอาชีพแล้วมีครบครัวต่างหากเราก็ไม่ได้มีการพูดคุยกันเพราะว่าต่างคนตั้งอยู่ต่างคนตั้งมีอาชีพอยู่ห่างกันอยู่ในกรุงเทพฯ บ้างแล้วก็ผู้สูงอายุอยู่ตามชนบทเราก็คิดเสียดายไม่ได้เจอหน้ากันไม่ได้คุยกันไม่ได้มีการสน
สนิทสนมแต่ว่าห่างเหินกันแล้ว จะกลับมาได้ยาก
จึงช่วงที่เรายังเป็น ช่วงที่เรายังมีพลัง
มีกำลังชีวิตอยู่ เราควรจะทำสิ่งที่ถูกต้อง
สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่ออนาคต เพื่อย่างยืนของสิ่งต่างๆ
ถ้าเรานึกถึงพระพุทธองค์สอนว่า ตัวนี้ก็เป็นหลักไม่ลงทางกามคุณ
ไม่ลงทางมั่วเมากับสิ่งที่ง่ายๆ อะไรต่างๆ
แต่ว่าทำส่วนหนึ่งที่อาจจะทำได้ยาก
เช่น การงดเวรจากสิ่งต่างๆ ที่มักจะมีโทษ มีการเสื่อม
เช่น ของหวานอะไรต่างๆ สมัพโยปชนกินโคกหลาย
เดี๋ยวมีปัญหาสุขภาพ ฝั่นผู้
จะมีปัญหาที่หลัง หลักความดันอะไรต่างๆ
การเป่าหวานในวาย misunderstanding ชีวิต โอ้มันต้องคลิกลงหน้า
ถ้าพอแม้จัดตั้ง สติปัญญา
ตอนนั้นแหละเราก็หาวิธี มาสรุปศึกรรมความจริงให้ทราบ
ถึงแม้ว่าไม่สะดวกเท่าไรที่จะฟัง
หรือสํา cielคนกลางๆ ก็ไม่ทราบว่า
พอออกไม่ออก วัดเราคงไม่ได้ดื่มเกลียด ดื่มเปรียด ดื่มเร็ว
แต่บางที่ก็มี ถ้าไม่มี สังคมเราก็จะเริ่มมากกว่านี้อีกเยอะ
แต่คิดว่าน่าจะมีบางสิ่งบางอย่าง มีความมัวเหมากับสารอะไรต่างๆ
หากว่าเราเห็นโทษแล้ว โอ้โห เราน่าจะเลิกเลย
แล้วก็การสุปุรี ก็เป็นเรื่องที่พระพุทธองค์ไม่ได้ห้าม
แต่เราเห็นโทษแล้ว น่าจะอธิษฐานว่าพรรษณีย์เราเลิกเลย
เว้นต้นเข้าชาวบ้านบุงวาย บางคนผู้ชายก็มีนิสัยแบบนี้
โอ้ถ้าเป็นแมร่งปอด โอ้วววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว
ความทรมาน ไม่ใช่ว่าต้องเสริมความทุกข์อะไร
คือไม่ใช่ เราลีกเลี้ยงความทุกข์โดยความฉลาดของเรา
โดยการคิดล่วงหน้า โดยการหวังมาตรฐานของตัวเองให้ดี
จึงไม่ต้องรับที่น่าเสียดายทีหลัง
ความไม่ใช่ว่าเราพฤติบัติแบบเอาจริงเอาจัง แบบเหมือนทรมานตัวเอง
ทำอะไรที่หนักที่สุด หรือยากที่สุด หรืออดอะไรที่แทบจะอดไม่ได้
ที่จริงพระพุทธองค์สอนไว้ว่า คาริหาส์อยู่เป็นครบครัวได้
อยู่ด้วยกัน โดยมีการสามัคคี โดยมีสังคมที่เป็นตัวอย่าง
สังคมที่มีศิลธรรม ที่มีความตั้งใจดีทุกอย่าง
ว่าให้พฤติบัติแปรบปานกลาง เช่น สําหรับ อ่า ญาติโยมก็มีเรื่อง
สําหรับอาชีพ ท่านบอกไว้ว่า ควรจะมีอาชีพที่ไม่พิษเสียเลย
เช่น อ่า ที่อาชีพที่ ที่ไม่สุจริต ก็ท่านไม่ให้ทํา
ผิดระเบียบ นิดนิดเดียว แต่แรกอาจจะไม่ปรากฏ
แต่ทีหลังมันสะสม แล้วก็เรานอนไม่หลับ
เราก็มีความเครียดอะไรต่าง ๆ
แต่หากว่าเราแก่ไขทีละนิด ทีละน้อย
แก่ไขไปเรื่อย ๆ แล้วก็ทำไปด้วย
ทำสิ่งที่ดีงามไปด้วย
เราหามาชิมพฤธิภัทธาได้เร็วอยู่
แล้วก็พระพุทธองค์ท่านไม่ได้ห้ามที่จะ
มีความสนุกอะไรต่าง ๆ
ก็เช่น ลอยยิ้ม ขอให้มี
ก็เห็นซึ่งกันและกันในความเอ็นดู
เช่น สมัพคาริหัสมันไม่ผิด ที่จะอยู่กับลูกหลาน ลุบหัว
แล้วก็เล่นกับเขาก็ไม่เป็นไร แต่สมัพพระก็ไม่ใช่พระ
แต่สมัพยาติโยมเราก็มีรสชาติของชีวิตพระเป็นบางช่วง เพื่อจะตักเตือนตัวเอง
เช่น เราก็สมาธารสินอุปสรรค เราได้งดเวรจากการกินข้าวช่วงเลยเที่ยงเป็นต้น
ที่จริงท่านไม่ได้บอกว่าเป็นมรรถฐานสำหรับทุกคน
มันมรรถฐานเฉพาะสำหรับผู้ที่ภาดิบัติในช่วงนั้น
ให้ได้มีรสชาติในการละเวล
เพื่อจะพิสูจน์ได้ว่าตัวเองก็ไม่ติดเรื่องนี้
ตัวเองก็ยังละได้
เพราะว่าเราคิดในแง่ของการเกิดแก่เจ็บตาย
ในที่สุดเราก็ต้องสละทุกสิ่งทุกอย่าง ปานเรือน รถ จักรยาน คอมพิวเตอร์ มือถือ
แล้วไม่ต้องพูดถึงแฟนกับลูกอะไร ก็เราต้องจากไปในวันใดวันหนึ่ง
จึงผู้ฉลาดคิดลงหน้า แล้วก็ฝึกที่จะอยู่ปราศจากสิ่งที่เป็นเครื่องผูกพันธุ์
การเสพอะไร ไม่ได้มีการ บริโภคอะไรเกินประมาณ
คือพูดง่ายง่าย มัชชิมพฤธิปทา ก็บางครั้งก็มีการทดลองด้วย
แล้วพระเราก็ทดลองว่า ก็ทําไปตามพุทธปัญญัติ
ยาดโยม เช่น เราก็แม้แต่มองหน้าของเพศตรงกันข้าม
เราไม่ให้เป็นต้นจับเต็ดต่อ แม้แต่แม่ของเราเอง
เราไม่ได้กอดแล้ว ก็ ถึงไม่ใช่ว่าเราก็หูด
เพื่ออนาคตเรารู้ว่าเราต้องละเวนสิ่งต่างต่าง เราก็พิจารณาว่าชีวิตของตัวเอง
ก็ในที่สุดเราตายผู้เดียว แล้วในที่สุดเราก็ต้องเจอความเจ็บทรมาน
ตามธรรมชาติอยู่แล้ว เราจึงฝึกที่จะพร้อม
แต่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พระพุทธองค์อนุญาต มันไม่ใช่ว่าใหญ่ตัว
คือว่าไม่ใช่ว่าเราทรมานตนเอง จนถึงหมดแรงอะไรต่างกัน
รักษาจิตของเราให้อยู่ในสภาพที่พอรับได้
หากว่าเราเห็นอะไรที่เราอยากจะทำแบบเด็ดขาด เด็ดเดียว
แม้แต่ในชีวิตของพระ หากว่าใครก็คิดว่าตัวเองจะทำเหมือนลุงกุมัน
ก็อยู่แบบโดดเดียว แล้วก็เอาจริงเอาจัง
แต่ละวัน 10 ชั่วโมง 20 ชั่วโมง ก็ไม่นอน อะไรก็ทำตรงนี้
อาจารย์ประกันไว้ว่า เดี๋ยวก็เครียด เดี๋ยวก็เสียความสมดูล
สภาวะจิตอาจจะไม่พร้อม สภาวะจิตอาจจะยังไม่ถึงจริงเอาจัง
เพราะว่า 1 ในล้านกว่าคนที่ทำได้
เราก็หามาชิมพฤธิพัทธา ที่พระพุทธองค์แนะนำ
ให้มีสติปัญญากับตัวเอง รู้จักประมาณ รู้จักตัวเองได้ดีที่สุด
แล้วบางครั้งเราอาจจะทดลองการอดอาหารบ้าง
บางครั้งเราอาจจะทดลองการอดนอนบ้าง
แต่หากว่าพระองค์ไหนก็มาหาอาจารย์บอกว่า
ตลอดไปจะรักษาวัดพิสิทธิ์แบบนี้
อาจารย์ต้องแนะนำว่า อย่าเอาจริงเอาจังเกินไป
เราต้องดูกำลังตัวเอง
คือสิ่งที่แต่ก่อนอาจจะเป็นที่อนุญาต ที่พระพุทธอนุญาตให้พฤติบัติ
ก็อาจจะเป็นสมัยพุทธกาล ที่ควรมีบารมีเยอะๆ
แต่พวกเราก็ดูสิ หลายคนก็มีปัญหาสุขภาพ
นั่งนานๆ หัวเขาก็เสื่อม ก็อยู่ตามป่า
ก็ตามภูเขาไม่เจอใคร ก็พูดกับตัวเองจนรู้สึกว่าต่องหาจิตแพทย์ก็มี
แล้วก็ต้องรู้จักตัวเอง แล้วก็รู้จักชังน้ำหนัก
ไม่ให้ทำหนักเกินไป ทำให้พอดี พอดี อันนี้ที่อาจารย์ชอบลงโภชา
เพียงก็พูดเรื่องกันพอดี พอดี หากว่าเรารู้จักพอดีแล้ว
แล้วก็ทำไปสมังเสมอ
ก็สิ่งที่มาแทรกเขามาเป็นอุปสรรคใöyleาวก็มีอยู่แล้ว
ในที่สุด ก็อุปสรรคแห่งความแก่เจ็บตายก็มี
เราก็ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องเรียกรองก่อนเวลา
ท่านบอกว่าอย่าลงในทางอัตตากิลามาหถานุโยโคนnga$vaiyokko
หรือสมัพญาตูยม
อะไรที่เราทำ
ควรจะทำโดยความยินดีด้วย
โดยเมตตา โดยความรู้สึกว่าเป็นประโยชน์ รู้สึกว่าเป็นบุญกุศล
ไม่ใช่ว่าเราคิดแต่ในแง่ของรับความทุกข์ รับความไม่ดีอะไรต่างๆ
เราคิดในแง่สร้างสรรค์ ส่งเสริมคุณงามความดี
เช่น เราอยู่ในสังคมบางครั้งก็เพื่อสามัคคี
เราก็อยู่ด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน อะไรร้องไห้ด้วยกัน
แต่ในที่สุดก็รู้ว่าเป็นศักดิ์แต่ว่าระยะหนึ่ง
ในที่จริงเราก็ไม่อยากจะหัวเราะกับร้องไห้ต่อไป
เราอยู่แบบสมังเสมอก็ได้
หากว่าเรามีเวลาส่วนตัว
เราก็ไปภาวนา
เราก็มาอยู่นั่งนิ่งๆ
แล้วก็ดูลมหายใจซึ่งไม่ดีไม่ชั่ว
ลมหายใจเป็นกลางอยู่แล้ว
พระพุทธองค์บอกว่า
อริยมัติมีองค์แปด มันเริ่มต้นกับการเข้าใจเรื่องอริยสัตว์
การยอมรับความทุกข์ในชีวิต แต่ว่าท่านก็บอกอยู่ว่า
ในที่จริงก็ปลายทางก็มีการภัตริปัติธรรมด้วย เช่น เราเจริญสิ่งที่เป็นคุสล
และสิ่งที่อากุศล คือพูดง่ายๆ การยินดีในใจของตัวเอง
มีรอยยิ้มช่วงที่เรากำลังทำอะไร ทำด้วยความรู้สึกว่าดีใจที่มีโอกาสมาทดลอง
ไม่ใช่ว่ากัดฟันจนถึงทรมานตัวเองแล้วก็เครียด
ยัดยุมเช่นเดียวกัน ถ้าเราเข้าวัดเราก็มีแต่การพูดเรื่องที่เป็นความทุกข์
ทางทรมานแล้วก็กงกระดูก หรือการศพอะไร แต่อาจจะไม่ได้เข้าแล้ว
เพราะว่าความตึงเครียดในชีวิตก็มีเยอะอยู่แล้ว
เช่น เมื่อวานี้พาเด็กนักเรียนไปชมวัด
เด็กนักเรียนบ้านบุงบาย มาเยี่ยมทำบุญก่อนเข้าพรรษา
อาจารย์ติดใจแล้วก็แนะนำสถานที่
พาไปที่กลางบนเวียน แต่ก่อนเมนเภาศพอยู่นั้น
เมนเภาศพก็แต่แรกอยู่คนละที่อีก
แต่ช่วงเจ้าอาวาสองค์ที่สอง องค์ที่สาม
ท่านอาจารย์พระภากรุทร ท่านก็สร้างเมนที่กลาง
กลางที่วงเวียนที่เราเข้ามาวัด
ท่านถือว่าเป็นทุทธงค์กับสถาน
คือว่าทุทธงค์กับวัด คือเราต้องอยู่ในปาชา
แล้วก็ทุกคนต้องเห็น ทำตรงนี้
ก็ได้อยู่ ก็เป็นได้อารมณ์ครรมธรรมดี
เช่น ก็มีกลงกระดูกที่นี่
ที่จริงก็มีกลงกระดูกหลายร้อยอัน
ปัจจุบัน แต่ที่ให้โชว์ก็เป็นตัวนั้นที่ตายแล้ว
คนก็รับได้ บางคน
บางคนก็มันเกิน แล้วทำให้เกิดความรู้สึกว่า
เราก็ทุกข์อยู่แล้ว ทรมานอยู่แล้ว
เราเข้าวัดเราก็ยังเห็นสิ่งที่อัปมงคล
แล้วอาจารย์พูดแต่เรื่อง เอาจริง เอาจัง
เกิดเกษ จะเจ็บตาย
กับทรมานทุกข์คว28
เขาไม่อยากเข้าวัด
ตรงข้างข้าม วัดบางที่
เขาจะมีแต่พูดเรื่องโลกสวรรค์
ก็บ filing lots of donations
ทำบุญเยอะๆ
แต่บลายเลย ๆ
แล้วมีแต่เรื่องธิพย์ เรื่องเทวดาท์ อะไรต่างๆ
ไม่ใช่สายกลาง
ที่จริงก็ต้องหาความสมดูล
เรื่องที่น่าพลาตนา เรื่องที่ไม่น่าพลาตนา เราปรับเอง
พอดี เมื่อวานี้เราให้เด็กหนักเรียนบ้านบุงวายฟังว่า
ก็จะเอาว่า ก่อนอาจารย์ยานธรรม ท่านคิด
นี่ปัจจุบันคนก็มาที่วัด ต่อยความตึงเครียด
มันมีปัญหานานพการในชีวิตประจำวัน
แล้วถ้าเขาก็มาเข้าวัด เราก็เห็นเมนเผาศพ
จิตยิ่งตกเลย ท่านจึงย้ายที่เผาศพไปคนละที่
จะไม่ใช่วันนอก สายตา ยังไงก็ที่นี่ก็เป็นประชาอยู่แล้ว
แล้วถ้าใครก็พร้อม ก็เราพาไปดูได้
พาไปนั่งภาวนาที่นั่นก็ได้ ก็พูดเล่นๆกับติกเมื่อวานี้
ก็นั่งภาวนาที่นั่นก็ได้ ก็ลองดูว่าเห็นอะไรแปลกๆไหม
คือว่า ถ้าเราทำให้คนกลัวมากเกินไป
หมดกำลังใจ เพราะความทุกข์มัน
จ่อมหัวมันไม่ดีเหมือนกัน
ก็ทฤทธิ์ธรรมัฐานุโยโค
เราต้องหาสิ่งที่ถึงพอดีพอดี
และอยุคสมัยถ้าเราอยู่กับข่าวที่ไม่ดี
เปิดโทรศัพท์ ตร� Heightsวิทยุและฟังแต่เรื่องไม่ดี
เรื่องสมความเรื่องสภาวะโลกร้อน
เรื่องสิ่งแวดล้อมเสื่อม เรื่องสังคมวิกฤต
เรื่องสงครามภายในประเทศเพื่อนบ้านก็มี
แล้วก็ฟัง แล้วก็เกิดความสะลดใจ
แล้วก็เข้ามาวัดแล้วก็เห็นความตายอีก เฮ้ย ใครจะเข้า
แต่ว่าหากว่าอาจารย์จะพูด แต่เรื่องยกย้อนสวรรค์
สวรรค์เขาอาจจะคิดว่า อาจารย์ห่างเหินจากชีวิตจริงเหมือนกัน
จึงพฤติปัทธานต้องอยู่ปันกลาง
พอดี
ในอาริยะมรรษมิองค์ศ์ 8
ท่านก็พูดเอาจริงเอาจัง原因
อาริยสัตว์ trì เป็นสัมมถิตถี
就是เพราะ
ข้อที่ 2 สัมพสังคโปะ
ท่านพูดว่าระวังเนี่ย
เราต้องควรจะพฤติปัติในคำมะบ้าง
ในคำมะสังขโปะ
เราพร้อมที่จะสละ
ก็เป็นต้น
ความสนุกสนาน บางครั้งวันหนึ่งในรอบอาทิตย์หนึ่ง
เราสละกันกินข้าวเย็นเป็นต้น
ท่านก็หมายความว่าตัวนี้เราพัฒนิปัตย์แบบเหมือนพระสักระยะหนึ่ง
แล้วก็ในคำว่าสังกปโป อวิหิงศาสตร์สังกปโปไม่เบียดเบียนใคร
โอ้ สำคัญ แล้วก็ที่เป็นเรื่องที่เป็นสามัคคีในสังคม
แล้วไม่เบียดเปลี่ยนใคร ไม่ดูถูกใคร
บามากมายาคราว ไม่มีคนที่ จิตที่ฝึกดีแล้ว
แล้วไม่มีเรื่องอะไรต่างๆ
แล้วท่านก็สรุปปันกลางของอริมค์มีธรรมistoire
มีเรื่องสีนสมกมัตต์ สมวาจ annotation
อันนี้ ทั้งปัญญายภั utveck miejล Strong
แค่สีนห้า หามุบ้าน ที่ถือสีนห้า
เป็นประจำฮารญา มหาธิราชสมคม
ขนหาอยู่มาหลายปี กว่าจะได้เจอ ต้องให้รางวัลใหญ่โต
แต่ที่จริงเป็นธรรมดาของชาวพุทธ ศีล 5 เป็นการประกันให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดี
แล้วก็ที่น่าสนใจในสายคำอาธารของเรา คือเรื่องสัมมะสังกะโป สัมมะวัยามโอ
คือการพยายามอันชอบ คือละสิ่งที่อากุศล แล้วก็เจริญสิ่งที่กุศล
อันนี้พูดถึงสภาวะจิต เราคิดถึงว่าเรากำลังจะปอนอะไรให้สมองของเรา
เช่น ปอนสิ่งที่ให้กิน ให้คิดเรื่องที่ไม่ดีไหม
หรือเราจะสละสิ่งเหล่านี้ ปลิกให้มันได้เป็นสิ่งที่ดีได้ไหม
คิดในแง่มีความหวังได้ไหม
เช่น เราก็ได้ยินว่าในสังคมปัจจุบัน คนขี้โกงเยอะ โครรัปชันเยอะ
เราก็คิดในแง่สุจริตได้ไหม
คิดในแง่ที่ว่าตัวเองทำให้มันได้ดีกว่าเขาได้ไหม
อันนี้มันเริ่มกับความคิด
ความวางตัวให้ถูก
ละสิ่งที่เป็นความคิดแบบอากุศลท้อแท้
ให้มันได้เป็นความคิดที่เป็นบุญบารมี
การสร้างสรรค์เพิ่ม
สิ่งที่เป็นไปเพื่อความอยู่พาสุข
ท่านบอกว่าเป็นเรื่องสภาวะจิต เราก็ฝึกที่จะไม่คิดอากุศล
ดีใจที่เรามีการเจรจร จัดเป็นระเบียบ มีไฟแดงด้วย
คิดได้ไง ดีไหม ได้เหมือนไง ลองคิด
ละอารมณ์ที่เสีย อันนี้เป็นเรื่องการภาวนา
เรื่องสะม accusati ให้มีสัต hilarious
ต้องตรงปัญญาอีก จนกับภาษาคงจะพูดถึงเยอะอยู่
สะติต่อรางกาย ต่อเวทนา ต่อจิต แล้วก็ต่อธรรม
เราก็รู้ตัวเอง คนอื่น เราอยู่ในสภาพแบบไหน
ทางร่างกาย ทางจิตใจ พูดควรจะขึ้นในปัจจุ
ที่เป็นเรื่องเช่น อาณาปัณฑ์สติ เข้าในมวดนี้
เราพิจารณาลมหายใจ พักผ่อน ไม่ดีไม่ชั่ว
อยู่ในปัจจุบัน เป็นศิลปะแห่งผู้เดินอาริยะ
แล้วสุดท้ายท่านพูดถึงสมาธิ ตัวที่เขาลึก
จนถึงอาจจะเกิดความรู้ยิ่ง คือความรู้ที่สามารถใช้ได้
ในช่วงที่เราผัดเชิญ ปัญหาจริงของชีวิต
คืออาจจะมีสมาธิมาช่วยได้ ถ้าเราได้ฝึกเป็นบางส่วน
เราได้ฝึกที่จะเข้าลึก เราก็อาจจะเห็นบางสิ่งบางอย่าง
ที่เป็นสาหิต ที่ทำให้เราเกิดความทุกข์
เราให้เกิดคุณง่ายๆ ถ้าเรามีสมาธิ
คือมีความเจาะลึบในสภาวะจิตของตัวเอง แบบสงบ
เราอาจจะได้เกิดปัญญา เหมือนที่พระพุทธองค์ส่งแสดง
ท่านสรุปให้เราในธรรมจักรพวัฒนสูตร ครบถ้วนในธรรมจักรพวัฒนสูตรพัฒมเทศนา
ท่านสรุปให้ครบถ้วนจริง ๆ ตั้งแต่การกระทำแบบระดับศีล
จนถึงระดับสมาธิปัมพันธ์จิต จนถึงความรู้ที่ลึก
ความรู้ที่ทหารบูชาธิพระพุทธองค์ทรงเมตตามาสอนเรา
ท้ายต่อการจริงใจ ก็สำรวจตัวเองอยู่ตลอดว่าควรไหม ไม่ควร ไม่ควรจะทำ
เราก็คิดไปเรื่อยๆ แล้วก็ปรับให้ความสมดุในชีวิตของเราได้ดีขึ้น
พระพุทธองค์บอกว่า ใครที่ปฏิบัติธรรมอารยมักมีองค์แปด
ก็จะมีอานิสงฆ์มาก แล้วก็โลกจะไม่ว่างจากคนที่ได้เข้าถึงธรรมะ
กระแสธรรมเหมือนที่พระพุทธองค์เองได้เข้าถึง
จึงฝากไว้ในวันอสารหาพูชาในวันนี้
ขอให้พิจารณาดีๆ การแสดงธรรมเห็นว่าพอสมควร